[**] the sweet enemy

posted on 22 Apr 2012 00:55 by zeazand in ZeA
the sweet enemy
 
 
 
 
  
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
“เอาอีกแล้ว!!”

น้ำเสียงห้าวสบถเสียงดังขณะจ้องมองการเคลื่อนไหวฉับไวของมือคู่เรียวที่อยู่ภายใต้ถุงมือตรงหน้า การกระทำฉับไวที่เกิดขึ้นท่ามกลางใจกลางเมืองหลวง ริมฟุตบาทข้างทางของถนนสายใหญ่ที่คราคร่ำไปด้วยรถโดยสารหลากหลายชนิดที่กระจายอยู่เต็มท้องถนน

เม็ดเหงื่อเม็ดเล็กค่อยๆ ผลุดขึ้นที่หน้าผากเนียน นัยน์ตาสีน้ำข้าวของสาวผมบลอนลักษณะทั่วไปของชนชาวอังกฤษเมืองผู้ดี หากที่ทำให้คนมองอดแปลกใจกับความกลมกลืนแบบนี้ไม่ได้นั่นคือรอบแผลเป็นยาวบริเวณแก้มขวา แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความงามล้ำของหญิงสาวเมืองผู้ดีคนนี้ลดน้อยลงเลย

ทว่า..ความงามเลิศของเธอคนนี้ไม่อาจทำให้บุคคลภายใต้เสื้อคลุมสีดำสนิททอดยาวจรดปลายเท้านั้นหวั่นไหวได้แม้สักนิด

การกระทำคล่องแคล่วของมือคู่เรียวเล็กที่กำลังจัดการกับร่างรวยรินแทบไร้วิญญาณของชายวัยกลางคนที่เพิ่งถูกรถบรรทุกชนเข้าชนิดที่ว่าร่างแทบแหลกเหลวก็ว่าได้ ท่ามกลางสายตาตะลึงของชาวเมืองที่เดินจับจ่ายซื้อของบริเวณนี้ต่างทำสีหน้ากระอักกระอ่วนครั้นได้เห็นภาพตรงหน้า เมื่อหญิงสาวหน้าหวานจัดการเปิดช่องอกของชายผู้โชคร้ายออกแล้วทำหน้าใช้ความคิดเพียงครู่

ไม่ทันทีห้านาทีดี รถพยาบาลของโรงพยาบาลใกล้เคียงก็วิ่งเข้ามาพร้อมเสียงไซเรนดังลั่น นัยน์ตาสีน้ำข้าวเงยละจากผู้ป่วยของเธอเพียงชั่วครู่เพื่อมองรถคันสีขาวสะดุดตาที่จอดอยู่ตรงหน้า ริมฝีปากสีชมพูธรรมชาติเม้มเข้าหากันนิดๆ ไม่ต่างกับคิ้วเรียวที่มุ่นขมวดเข้าหากันอย่างไม่ใคร่ใส่ใจผู้มาใหม่

“นี่คุณ.. คุณจะทำการผ่าตัดตรงนี้ไม่ได้นะครับ”

น้ำเสียงสุภาพดังมาจากบุรุษพยาบาลร่างใหญ่ที่เดินลงมาจากรถพยาบาลพร้อมเปลคนไข้และบุรุษพยาบาลอีกสองคนที่ถือเปลตามหลังมา

หญิงสาวสบถเสียงเบาที่ฟังแทบไม่ออก ไม่ใคร่ใส่ใจกับคำพูดของชายคนนั้นนัก สองมือกำลังจัดการกับส่วนปอดที่ถูกกระดูกซี่โครงทิ่มทะลุเข้าไป โดยมีเด็กผู้ชายวัยประถมหน้าตาบอกบุญไม่รับที่กำลังจัดการส่งเครื่องมือทางการแพทย์จากกระเป๋าที่วางเปิดไว้บนฟุตบาท

และเพราะการเงียบเฉยของเธอนั้นทำให้ผู้มาใหม่เกิดอาการเหงื่อตกบวกกับการที่เธอจัดการกับร่างผู้ชายที่เต็มไปด้วยเลือดอย่างรวดเร็ว ชายคนนั้นพยายามจะอ้าปากเรียกเธออีกครั้งให้ส่งตัวผู้ป่วยมาขึ้นรถพยาบาลเพื่อจะได้ไปรักษาภายในโรงพยาบาลที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เพื่อนร่วมงานเดินเข้าตบไหล่ชายร่างใหญ่พร้อมกระซิบบอกให้รอดูไปก่อน เพราะไม่ว่ายังไงตัวผู้ป่วยก็จะต้องถูกส่งตัวไปรักษาในโรงพยาบาลแน่นอนอยู่แล้ว

“เอาล่ะ เรียบร้อยแล้วโพลโค่ ฝากเก็บนี่ด้วย แล้วตามฉันมา”

เธอใช้แขนเสื้อซับเหงื่อบนหน้าผากเล็กน้อยก่อนจะโยนมีดในมือส่งให้ร่างเล็กของเด็กชาย ก่อนจะยันตัวขึ้นกลับหลังหันไปหาบุรุษพยาบาลพร้อมพยักหน้า

เป็นอันเรียบร้อยไปขั้นหนึ่ง หากที่สำคัญกว่าคือต้องพาผู้ป่วยไปจัดการกับบาดแผลอื่นๆ ต่อที่โรงพยาบาล เพราะเท่าที่เธอจัดการมานั้นคือขั้นฉุกเฉินที่ควรต้องทำอย่างเร่งด่วน ส่วนขั้นที่เหลือไว้ไปต่อที่โรงพยาบาลก็ยังไม่สาย หญิงสาวยื่นมือไปจูงมือเด็กชายที่มือข้างหนึ่งถือกระเป๋าซึ่งบรรจุอุปกรณ์การแพทย์ที่หนักเอาการแม้จะไม่ได้บาลานซ์กับส่วนสูงเพียงแค่เอวของหญิงสาวแต่เด็กชายกลับถือได้อย่างสบายๆ หญิงสาวดึงร่างเล็กให้ขึ้นมานั่งบนรถพยาบาลได้ ก็ทิ้งตัวลงนั่งไขว่ห้างนั่งกอดอกรอจนบุรุษพยาบาลอีกสามคนเดินตามเข้ามาก็เป็นอันโล่งไปเปราะนึง

“ว่าแต่ คุณเป็นใครกัน”

บุรุษพยาบาลคนหนึ่งเมื่อจัดการปิดประตูรถลงเรียบร้อยแล้ว ก็เอ่ยถามขึ้นมาก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างเพื่อนร่วมงานอีกสองคน

หญิงสาวขยับยิ้มบางเมื่อได้ฟังคำถาม กวาดตามองผู้ชายสามคนตรงหน้าก่อนจะขยับริมฝีปากเอ่ยตอบคำถาม

“ฉันก็เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆ นี่แหละค่ะ”





ร่างสูงในชุดคลุมสีดำสนิทที่ยืนอยู่ที่จุดเกิดเหตุซึ่งยังคงมีคราบเลือดกระจายติดอยู่ตามฟุตบาท ขยับหมุนทั้งตัวทั้งศีรษะมองตามรถคันสีขาวที่เคลื่อนตัวออกไปอย่างรวดเร็วจนลับสายตา

ในใจสบถด่าหญิงสาวผมหยักศกสีบลอนทอง ผู้หญิงแสนร้ายกาจที่มักจะทำตัวขัดหูขัดตาเขาเสมอมาตลอดช่วงเวลาหลายสิบปีนับแต่ครั้งแรกที่เขาได้เจอเธอ

เขาเกลียดทุกการกระทำของเธอ รอยยิ้มของเธอ น้ำเสียงหวานของเธอ และที่เกลียดที่สุดคงจะเป็นความใจดีของเธอ..เพราะนิสัยแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้คนที่ควรตาย..กลับไม่ได้ตาย เขาไม่แน่ใจกว่าเธอทำนิสัยน่ารังเกียจแบบนี้กี่ครั้งแล้ว แต่ถ้าให้เดาว่าภายในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาคนๆ นี้คงจะทำเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้มาเป็นร้อยครั้งพันครั้งแล้วกระมัง

และเพราะเกลียดแบบนี้นี่แหละ ที่ทำให้เขานึกอยากเอาช่วงเวลาพักงานมาหยุดมองดูชีวิตความเป็นไปของสตรีผู้ใจบุญของผู้เจ็บป่วยทั้งหลาย ผู้ซึ่งมีความสามารถในการจัดการรับมือกับการผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิตผู้คนไม่ว่าเคสไหนจะยากเพียงไร..หรือจะไม่มีทางเป็นไปได้ หากเพียงถ้ามาอยู่ในมือเธอคนนี้แล้ว..ไม่มีคำว่าเป็นไปไม่ได้

กระทั่งคนตาย เธอยังทำให้ฟื้นขึ้นมาได้เลย..กระนั้น เหตุการณ์ที่เพิ่งเมื่อครู่ก็ไม่ถือว่าแปลกหรืออย่างไร ถึงบางเรื่องเขาจะไม่ได้เห็นกับตา หากที่ได้ยินได้ฟังมาจากผู้ร่วมงานด้วยกันแล้ว ก็ไม่แปลกใจเลยสักนิดที่เธอคนนี้จะถูกขึ้นบัญชีดำของที่นั่นไว้แบบนั้น ไม่มีใครไม่รู้จักเธอ!! ...ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้รู้จักใครที่นั่น..หรือกระทั่งเขาเลยก็ตาม

ยืนนิ่งเฉยอยู่ได้ไม่นาน ร่างภายใต้ชุดคลุมสีดำเช่นเดียวกันก็กระโดดลงมาจากตึกข้างเคียงก้าวเท้าเพียงสามก้าวก็มายืนประชิดตัวเขาแล้ว ร่างที่สูงเพียงแค่ไหล่ของเขาสบถเสียงค่อย ก่อนจะเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความสนิทสนม รวมทั้งวางมือที่อยู่ภายใต้ถุงมือสีดำที่ไหล่ของเขา

“สุดท้ายก็เสร็จยัยตัวร้ายนั่นจนได้.. เฮ้อ คนจะตายแล้วแท้ๆ แทนจะปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกเรา กลับแส่หน้ายื่นมือเข้ามาช่วยซะได้..แย่จังนะ ทิสเตอร์ แบบนี้ข้าได้โดนท่านผู้นั่นด่าอีกแหงๆ”

“เพราะเจ้าช้าเองต่างหากล่ะ ปล่อยให้ยัยนั่นมาช่วยชายคนนั้นซะได้”

ร่างเล็กภายใต้ชุดคลุมกระทืบเท้าแรงๆ แทนการระบายอารมณ์ ยกมือทั้งสองขึ้นดึงฮู้ดสีดำที่คลุมส่วนศีรษะไว้ทั้งหมดออกเผยให้เห็นถึงส่วนศีรษะที่ปกคลุมด้วยเส้นผมสีส้มที่ถูกรวบขึ้นมัดเป็นหางม้ารับกับดวงตาสีแดงเพลิงของหญิงสาวผู้นี้ เธอแลบลิ้นใส่คนตรงหน้าพร้อมก้าวเท้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าคนตัวสูง

“ทิสต์ เจ้าเลิกว่าข้าซะทีเถอะ เห็นๆ อยู่ว่ายัยนั่นผิด”

“หึ.. งั้นเรอะ”

น้ำเสียงเฉยชาแฝงความเยียบเย็นของคนตัวสูงดังขึ้น เรียกให้คนตัวเล็กนิ่วหน้าไปสักหน่อย หากแต่ไม่ได้ทำให้เธอสะทกสะท้านใดๆ เนื่องด้วยเพราะความเคยชินสนิทสนมที่มีต่อคนตรงนั้นตลอดเวลาหลายปีที่ได้พบเจอได้ร่วมงานกัน หญิงสาวยอมยักไหล่ก่อนจะเอ่ยเปลี่ยนเรื่อง

"ว่าแต่ เจ้าได้ทั้งเลื่อนขั้นทั้งยังได้พักงานด้วยนี่ ไหงมาอยู่ที่นี่ได้ซะละ"

“ลองถามทีดร้าแฝดของเจ้าดูสิทีเดล ขอตัวล่ะ”

เจ้าของนาม ‘ทิสเตอร์’ ยกยิ้มนิดๆ ก่อนจะหันหลังกระโดดขึ้นไปยืนไปบนหลังคาร้านค้าที่อยู่ฝั่งตรงข้าม กระโดดไปหลังนั้นหลังนี้จนห่างออกไป..และหายไปในที่สุด





เมื่อครั้งก่อนที่ชายในเสื้อคลุมนามทิสเตอร์จะมาปรากฏที่นี่นั้น..

"อ้าวทิสต์ กลับมาแล้วหรอ อ้ะ! คราวนี้ได้วิญญาณบริสุทธิ์มาเลยหรอ ว้าว!"

หญิงสาวเลิกฮู้ดที่คลุมที่ศีรษะออกเผยให้เห็นถึงใบหน้าหวานรับกับเส้นผมสีส้มที่ทิ้งตัวยาวเคลียบ่าและดวงตาสีแดงเพลิงเช่นเดียวกับทีเดล หรือก็คือทีดร้าที่วิ่่งเข้ามาเกาะแขนแข็งแรงภายใต้ชุดคลุมสีดำสนิทเช่นเดียวกับเธอ

"อืม.."

เสียงครางตอบรับของร่างสูงดังขึ้นมา พร้อมกับการก้าวเท้าเดินตรงไปข้างหน้าพร้อมกับห้วงมิติสีดำที่ค่อยๆ หดเล็กลงจนกระทั่งหายไป แขนข้างที่ถูกหญิงสาวคล้องไว้ถูกสะบัดออกเบาๆ จนเธอต้องยอมยู่หน้าดึงแขนกลับเข้าหาตัว ก่อนที่มือภายใต้ถุงมือสีดำของชายในชุดคลุมจะดึงฮู้ดของตัวเองลงบ้าง เผยให้เห็นถึงใบหน้าที่หล่อเหลาราวเทพบุตร หากสำหรับที่นี่แล้วคงจะใช้คำแบบนี้ไม่ได้กระมัง เพราะเส้นทางที่เขากำลังอยู่นี่คืออันเดอร์เวิร์ลหรือก็คือดินแดนนรกนั่นเอง

เส้นผมสีน้ำเงินดั่งเช่นผืนฟ้ายามราตรีกับดวงเนตรสีทองเรืองรองที่เข้ากันกับสันจมูกโด่งและริมฝีปากได้รูป ไม่มีใครอาจปฏิเสธได้ว่าชายคนนี้ไม่ต่างอะไรกับเทพบุตรจากสรวงสวรรค์ หากเพราะนิสัยเย็นชาเด็ดเดี่ยวและเย่อหยิ่งไร้มนุษย์สัมพันธ์ของเขานี่แหละที่นำพาฉายาอย่างเทพบุตรมารวมกับชื่อดินแดนแห่งจึงได้ว่า ‘เทพบุตรแห่งอันเดอร์เวิร์ล’ แม้เจ้าตัวจะไม่ได้ต้องการทั้งยังไม่ใคร่จะสนใจ หากคนส่วนใหญ่