[SF] promise me

posted on 14 Jun 2009 00:32 by zeazand  in Fiction, SuJu, WonKyu

Title :: promise me

Author :: ZeA*

Couple :: Siwon x Kyuhyun ft. Hankyung x Donghae << (เจ้าของวันเกิดแอบเควส)

Genre :: Romance(?) , มั่ว , ยำกันเละ

Rate :: PG-13 (ถึงไหม?)

Inspiration :: seikiya’s FIC , KHR FIC , Little sis’ Fancy Novel << (สาเหตุของการยำเละ ตอนแรกจะครอสฟิคกับการ์ตูนด้วย แต่เกรงใจ..แค่นี้เละพอแล้ว)

Note :: Happy Birthday to ma’ beloved friend [ nam ] 2009.06.09 (delay…days?)






ข้ารักเจ้า..
รัก..
รักเจ้า..
เจ้า...
เจ้าที่เป็น..ของ...ข้า
..ของข้า
ของข้า...ของข้า..คนเดียว
ต่อให้ตัวต้องไกล หัวใจต้องห่าง..ข้าก็ยัง....ยังรักเจ้า รัก..รักไม่เปลี่ยนแปลง
แม้ หาก.. ข้าจักไม่เคยเอ่ยถ้อยคำรักใดๆ ต่อเจ้า แต่ตลอดมาทั้งการกระทำทั้งสายตาที่ข้ามองเจ้านั้น..เจ้าคงน่าจะรู้.....รู้ ว่า ข้านั้นรักเจ้ามากเพียงไร
แม้ต่อให้ข้าไม่สามารถเอื้อนเอ่ยความในใจต่อเจ้าได้อีก ข้าก็ยังจักรักเจ้า..รัก..และจักเฝ้ามองแต่เจ้า...เพียงผู้เดียว
ขอเพียงให้ข้า...ได้เฝ้ารักเจ้าอยู่แบบนี้.....รักเจ้าที่เป็นของข้า






นาฬิกาตีบอกเวลาเท่าไรไม่สำคัญหากถ้าแสงตะวันของวันใหม่สาดส่องลอดผ่านม่านสีแดงลายวิจิตรเข้ามอบจุมพิตรับอรุณทั่วทั้งกายขาวสะอาดที่ทอดร่างพริ้มตาหลับ อย่างสุขใจอยู่บนเตียงหลังใหญ่ ใบหน้าขาวสะอาดตะแคงวางอยู่บนหมอนใบนุ่ม เส้นไหมสีดำสนิทยาวระใบหน้างดงามถูกเกลี่ยปอยออกเผยให้เห็นดวงหน้าหวานน่า มอง มือแกร่งไล้ลูบเส้นไหมสีนิลอย่างเชื่องช้า..ราวกับว่า ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ไล้ฝ่ามือหนาลูบเส้นไหมนุ่มแผ่วเบาจากเส้นไหมสีดำนุ่มมือที่ยาวละหน้าผากมน ไล่มาจนเส้นไหมสวยบางส่วนที่ทอดยาวถึงกลางหลัง ดวงตาสีเข้มไหวระริกจับจ้องมองดวงหน้าผู้หลับใหลอยู่ในห้วงนิทราแสน หวานอย่างยากจะบรรยายความรู้สึกที่ทอดสะท้อนจากจอตาสีเข้มได้ ใบหน้าคมคายสมชายชาติทหารขยับเข้าใกล้ทาบทับสัมผัสแผ่วเบาประทับปรางค์แก้ม นวลเพียงครู่ ทว่ากลับอยากให้สัมผัสนี้เป็นสัมผัสที่เนิ่นนาน..และตลอดไป กายกำยำผละถอยตัวเองออกยืนข้างเตียงหลังสวยอย่างเก่า ทอดสายตามองเจ้าของร่างงดงามที่ยังคงจมอยู่ในนิทราแสนหวานเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่คล้อยกายกลับหลังหันเดินจากไป

“ข้า.... ข้า...ร...เจ้า..”







เสียงนกน้อยขับขานแว่วเสียงทำนองไพเราะ เสียงหวานจับใจดังกระทบโสตประสาทส่งผลให้เปลือกตาวาวขยับน้อยๆ แล้วจึงเปิดออกกระพริบถี่ให้คุ้นชินกับแสงอาทิตย์ที่ทอดส่องเข้ามาปะทะกับใบหน้า ดวงตาสีนิลเช่นเดียวกับเส้นผมหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนที่คิ้วเรียวจะเลิกขึ้นหน่อยๆ เมื่อดวงหน้าหวานกระจ่างของผู้มีศักดิ์เป็นพี่ปรากฏอยู่ตรงหน้าพร้อมกับรอย ยิ้มจางๆ มือเล็กยื่นเข้าใกล้ขยี้เรือนผมสีดำของผู้เป็นน้องเล่นเบาๆ แล้วจึงได้เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความเอ็นดูระคนห่วงใย

“อรุณสวัสดิ์..คยูฮยอน

“ท่านพี่ทงแฮ....อรุณสวัสดิ์ครับ มาหาข้าแต่เช้าเลยนะ”

กายขาวสะอาดขยับตัวลุกขึ้นจากเตียงหลังใหญ่ ขยับผ้านวมผืนใหญ่ออกจากตัว แล้วจึงขยับกายลงทิ้งตัวห้อยขาลงที่ขอบเตียงเอ่ยเชื้อเชิญให้แขกคนสำคัญทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ มือเรียวเอื้อมคว้ามือเล็กของผู้เป็นพี่มากุมไว้หลวมๆ บีบเบาๆ แล้วจึงช้อนดวงตาขึ้นมองสบ ระบายยิ้มจริงใจประดับริมฝีปากส่งให้ผู้รับที่แย้มยิ้มรับอย่างเต็มใจ

“..จะต้อง.....ไป..แล้วสินะครับ”

“อื้อ..จะต้องไปแล้ว พรุ่งนี้แล้วสินะ....เร็วจริงๆ เลย”

มือเรียวกระชับมือเล็กที่กอบกุมไว้ เผลอบีบแน่นเมื่อกระหวัดหวนนึกถึงสาเหตุที่ทำให้พี่ชายแสนสำคัญคนนี้จำต้อง ‘ไป’ ดวงหน้าหวานของผู้เป็นน้องหมองลงจนคนนั่งข้างกันต้องแตะเบาๆ ที่ไหล่ ส่งยิ้มให้พร้อมกับเอ่ยสมทบ

“ไม่เป็นไรน่า.. ไม่ต้องห่วงพี่หรอก”

“แต่..”

“บอกแล้วไง เจ้าไม่ต้องห่วงพี่หรอก.. งานแค่นี้เอง ทำแป๊ปเดียว เดี๋ยวเดียวพี่ก็กลับ พี่ดูแลตัวเองได้น่า.....ทั้งยังมีองครักษ์คนสำคัญคนนี้ไปด้วย จะต้องกลัวอะไร..ว่าไหม? ”

ได้ฟังถ้อยคำเสนาะหู พลันสมองก็ขาวโพลน ปรากฏมโนภาพฉายชัดภาพบุคคลที่ถูกกล่าวพาดพิง ริมฝีปากเผยอยกยิ้มที่มุมปาก ความรู้สึกปั่นป่วนในใจพลันสงบลงอย่างแปลกประหลาด..เคยเฝ้าถามตัวเองบ่อยครั้ง หากถามเท่าไร..ก็ไม่เคยได้รับคำตอบกลับมาเลยสักครา....

..แค่คิดถึง ใจก็สงบอย่างประหลาด..

ผู้เป็นน้องชายในชุดนอนสีขาวสะอาดผ่อนลมหายใจโล่งออก ดวงหน้าหวานแลดูมีชีวิตชีวาขึ้นบ้าง..แม้ภายในใจลึกๆ จะยังรู้สึกรุมๆ อยู่ หากก็ทำได้เพียงเก็บไว้ใจ..ซ่อนเอาไว้ให้ลึกที่สุด ขยับกายลุกขึ้นเอื้อมมืออีกข้างกุมจับมืออีกข้างของพี่ชายแสนรักบีบเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่มพร้อมเปลี่ยนมาเป็นคว้าคนตัวเล็กกว่านิดหน่อยกอดไว้เสีย แน่น

“คืนนี้...มาจัดงานเลี้ยงกันดีกว่า”







งานเลี้ยงสมฐานะถูกจัดขึ้นในตัวห้องโถงใหญ่กว้างพอจะจุคนได้นับพัน หากบรรดาแขกเหรื่อในงานหาได้เยอะไม่..จะมีก็เพียงบุคคลร่วมสายเลือด เหล่าวงศาคณาญาติ เพื่อนสนิทมิตรสหาย รวมทั้งบรรดาขุนนางตำแหน่งสำคัญ และองครักษ์ประจำพระองค์ที่ขาดไม่ได้

ร่างบางขาวสะอาดแลดูเปราะบางยามอยู่ในเครื่องแต่งกายเต็มยศสีน้ำเงินเข้มประดับเหรียญตราแลดูสมฐานะ ดวงหน้ากระจ่างใสขยับยิ้มบางๆ ประดับริมฝีปาก ขาเรียวภายใต้กางเกงเนื้อผ้าขั้นดีก้าวไม่เร่งรีบตรงเข้าไปหาพี่ชายคนสำคัญที่กำลังอยู่ท่ามกลางหมู่บรรดาสหายสนิทที่ร่ำเรียนมาด้วย ดวงหน้าหวานใสของพี่ชายขยับยิ้มกว้างส่งให้กับทุกคน ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ..อีกทั้งท่าทีที่ดูมีความสุขเช่นนี้ เห็นแล้ว..ก็อดไม่ได้ที่จะวาดยิ้ม...ให้เต็มแก้มแบบนี้

“ท่าน.. ไม่คิดจะเข้าร่วมวงสนทนากับท่านทงแฮหรือ? ”

น้ำเสียงทุ้มนุ่มเป็นเอกลักษณ์เรียกให้ดวงหน้าหวานอ่อนไวขยับใบหน้าหันไปหาต้นเสียงที่ปรากฏอยู่ข้างกาย ริมฝีปากสีหวานเบะออกหน่อยๆ เมื่อดวงหน้าคมคายคุ้นเคยในเครื่องแบบเต็มยศ แสดงถึงตำแหน่งหน้าที่การงานที่สำคัญและขาดไม่ได้

...องครักษ์ประจำพระองค์...

ร่างสูงสง่าที่กำลังขยับยิ้มกวนที่มุมปากส่งให้คนตัวบางที่ต้องฝืนเก็บอาการฮึดฮัดกลืนลงคอแล้วเอ่ยตอบกลับด้วยเสียงสุภาพเช่นเดียวกัน

“ท่านซีวอน.. แล้วท่านเล่า ไม่คิดเข้าร่วมด้วยงั้นหรือ? เหล่านั้นก็เป็นสหายร่วมเรียนด้วยกันมาทั้งนั้น”

คิ้วคมขยับขึ้นนิดๆ ใบหน้าหล่อเหลาส่ายไปมาช้าๆ หยิบฉวยแก้วใสบรรจุไวน์แดงชั้นดีสองใบ ส่งใบหนึ่งให้คนตรงหน้าที่ยอมยื่นมือมารับแต่โดยดี เรียวปากอิ่มขยับขึ้นเล็กๆ ที่มุมปากเป็นรอยยิ้ม ก่อนจะขยับมือข้างที่ถือแก้วใบสวยขึ้นเล็กน้อยเช่นเดียวกับคนตรงหน้า แล้วจึงยกจรดริมฝีปาก

“ทั้งๆ ที่...เป็นสหายกันมาตั้งแต่สมัยเรียนด้วยกันแท้ๆ ”

ร่างบอบบางไหวตัวเล็กๆ เมื่อสหายสนิทของพี่ชายคนสำคัญขยับกายถอยหลังมาชนเข้า ดวงหน้าหวานตวัดหันกลับไปมองก่อนจะเห็นอีกฝ่ายกล่าวขอโทษแล้วจึงขอตัวไป ใบหน้าหวานใสส่ายไปมาช้าๆ ก่อนจะมาระลึกตัวรู้ได้ว่า เผลอแตะนิ้วจับท่อนแขนแข็งแรงไว้แน่น มือหนาของคนตรงหน้าเองก็สอดเกี่ยวเอวตนไว้เช่นกัน เพียงแค่ขยับเงยหน้าขึ้นอีกแค่ไม่กี่อึกใจ ก็แทบจะ...ปลายจมูกชนกัน

เหนือสิ่งอื่นใด... ดวงตาสองสีที่สอดประสานกันนั้น..มากเสียยิ่งกว่า เสี้ยววินาทีที่ความรู้สึกหลายอย่างเผลอสะท้อนถ่ายทอดผ่านนัยน์ตาส่งทอดมา ให้กับอีกฝ่ายที่จ้องสบตากัน หัวใจเต้นระรัว.. ลมหายใจอุ่นปะทะแก้มใส ความร้อนประทังทั่วใบหน้า....แทบอยากจะหยุดเวลา..ให้เป็นนิรันดร์ หากถ้าเป็นนิรันดร์ได้..ก็คงจะดี ร่างกำยำขององครักษ์หนุ่มประคองร่างโปร่งบางให้ยืนตัวตรง แล้วก้าวเท้าถอยออกมารักษาระยะห่าง เบนสายตาหนีไม่ยอมสบกันอีก

“..ข..ขอบใจ”

“ไม่เป็นไร...มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”

องครักษ์หนุ่มผินใบหน้ากลับมา สายตามองกลับมาด้วยแววตาแบบเก่า.. ทำเอาคนถูกมองหัวใจกระตุกผิดจังหวะ คลี่ริมฝีปากเปิดออกเพื่อจะเอ่ยคำต่อ หากกลับโดนขัดด้วยคำพูดที่ดังออกมาจากองครักษ์หนุ่มตรงหน้าเองเสียได้

“ข้าขอตัวก่อน..”

“..ด....เดี๋ยวสิ”
บางอย่างที่ถูกฝังในส่วนลึกของหัวใจมันกระชากตัวเองขึ้นมาฉุดรั้งให้ทั้งหัวใจทั้งสมองทั้งการกระทำ..มันเป็นไปตามคำร้องขอของมัน ขาเรียวเร่งก้าวยาวๆ ตามเจ้าของแผ่นหลังกว้างที่สาวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็แทบจะทิ้งระยะห่างจากตัวเขาสิ้น ริมฝีปากอิ่มเผลอเม้มแน่น ดวงตาสีนิลสวยจ้องจับแผ่นหลังที่เคลื่อนห่างเขาไปเรื่อย..เรื่อย.... ก่อนที่จะถูกบดบังด้วยใบหน้าหล่อแลดูอ่อนโยนระคนอบอุ่นของสหายคนสำคัญที่ ก้าวมายืนปิดกั้นทางเสียนี่ แค่ได้สบตา..ก็รู้สึกราวกับถูกอ่านเสียทะลุทั้งร่าง ดวงตาเรียวรีทอประกายอ่อนโยนระคนตำหนิสบเข้ากับดวงตาสีนิลที่สะท้อนความรู้สึกข้างในอย่างปิดไม่มิด

“ท่าน...ไม่ควรทำแบบนี้ สำรวมหน่อย..นะครับ”

เรือนร่างบอบบางห่อไหล่ลงเล็กน้อยอย่างขัดใจ หากแต่ก็จำต้องทำตามแต่โดยดี มือเรียวข้างที่ถือแก้วไวน์ยกส่งให้กับชายหนุ่มตรงหน้าที่รับไปอย่างรู้หน้าที่ หันกลับไปส่งให้นางกำนัลใกล้ๆ แล้วจึงหันกลับมาตีหน้าดุหน่อยๆ พอให้เห็นแค่สองคน ขยับริมฝีปากเรียวเอ่ยพูดกับชายร่างโปร่งบางที่ยู่ริมฝีปากขัดใจ

“ข้ารู้หรอกนะ...เรื่องในใจท่านน่ะ แต่ถือว่าข้าขอร้องล่ะ..รอให้งานจบก่อนได้ไหม แขกเหรื่อเยอะขนาดนี้น่ะ”

“ก็...ช่างสิ”

คยูฮยอนสะบัดใบหน้าหันไปอีกทาง ทำท่าไม่สนใจก้าวเท้าตรงไปยังโต๊ะยาวที่ถูกปูด้วยผ้าปูโต๊ะสีแดงปักด้วยลวดลายงดงาม ข้างบนเต็มไปด้วยอาหารคาวหวานแลดูน่ารับประทานละลานตาไปเสียหมด มือเรียวเอื้อมคว้าหยิบเค้กชิ้นเล็กส่งเข้าปากไม่สนใจท่าทีปั้นปึ่งของชายคน ข้างๆ เลยสักนิด

“ท่านจะไม่สนใจงั้นหรือ? ...ท่านไม่ใช่องค์ชายองค์น้อยแล้วนะ ตอนนี้น่ะ ท่าน...เป็นกษัตริย์แล้วนะ”

ถ้อยคำแสนหนักอึ้งเรียกให้ดวงเนตรสีรัตติกาลหม่นแสงลงถนัดตา มือเรียวที่หมายจะหยิบเค้กรสเลิศชิ้นต่อไปส่งเข้าปากจำต้องหยุดชะงัก ดวงหน้าหวานผินกลับมายอมมองดวงหน้าหล่อเหลาของคนตัวสูง กายบางขยับก้าวเท้าเดินกลับมายืนตรงหน้า วาดมือไปข้างหน้าแตะฝ่ามือที่ไหล่กว้าง พร้อมกับมอบรอยยิ้ม..หวานใสระคนอ่อนล้าเต็มทีส่งให้

“ข้าเข้าใจแล้ว..”







ถึงจะบอกว่าเข้าใจ.. แต่ก็ไม่เคยทำใจยอมรับได้เสียที...

เรือนร่างผอมบางฉวยโอกาสช่วงที่องครักษ์ประจำกายที่เป็นดั่งพี่ชายอีกคนเผลอ เร่งก้าวเท้าเดินหนีออกจากบรรยากาศชวนน่าอึดอัดตรงออกมาท้าวแขนอยู่บน ระเบียงมุมเงียบที่ห่างไกลออกมาจากตัวห้องโถงไม่ไกลนัก บรรยากาศยามค่ำคืน..แลดูสวยน่ามองยามเมื่อเงยใบหน้าขึ้นทอดสายตามองจันทรา ครึ่งเสี้ยวที่ลอยเด่นท่ามกลางหมู่เมฆาสีหม่น สายลมยามค่ำพัดผ่านปะทะใบหน้าหวานใสครั้งแล้วครั้งเล่า พัดเอาเส้นผมที่จัดทรงไว้ลวกๆ ลอยพลิ้วไปทางแรงลม แรงลมพัดเส้นผมละเอียดนุ่มเผยให้เห็นดวงหน้าหวานงดงามที่พริ้มตาหลับลงซึม ซับทั้งดื่มด่ำความเงียบสงบ....เงียบๆ

..ไม่เงียบแล้วหรอก..

เสียงฝีเท้า แม้ต่อให้หลับตา หรือมองไม่เห็นเพียงไร..ก็ยังจำได้ดี เปลือกตาสีมุกที่งับปิดซ่อนดวงตาสีรัตติกาลค่อยๆ ปรือเปิดพร้อมกับขยับกายหันไปพบกับร่างกายสูงสง่าคุ้นตาที่ยืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว

เพียงแค่สบตา.. หัวใจก็เต้นไม่เป็นส่ำ เพียงแค่คิดถึงวันถัดไป..วันต่อไป.. วันเวลา....ที่จะไม่ได้พบพานเห็นหน้ากัน หรือบางที..อาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย หยาดน้ำก็ก่อเกิดขึ้นในคลองตาสวย ในสมองมันโล่ง..คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร หรือทำอะไร ก็ได้เพียงแต่..ปล่อยตัว ปล่อยใจ..ปล่อยทุกสิ่งไปตามหัวใจ เท้าเล็กก้าวอย่างมั่นคงตรงไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าคนตัวสูง ดวงตาที่ยังประสานกัน..ยังมิได้ละออกจากกันแม้แต่น้อย

องครักษ์หนุ่มผู้ยิ้มยากเองก็มิได้ขยับเคลื่อนกายไปไหน เพียงแค่ยืนนิ่ง..ทอดสายตาสบนายเหนือหัวที่ค่อยๆ เคลื่อนฝ่ามือเรียวนุ่มที่สั่นน้อยๆ ขึ้นแตะสัมผัสซีกหน้าด้านซ้ายมือของตนอย่างแผ่วเบา ความอ่อนโยน..ความอบอุ่น..ความนุ่มนวล..ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของคนตรงหน้า.. ส่งผ่านมาทางสัมผัสนี้ที่ทำเอาองครักษ์หนุ่มผ่อนคลายลง เปลือกตาหนาค่อยๆ งับปิดซ่อนดวงตาคู่คมกริบลงอย่างช้าๆ

นิ้วเรียวเกลี่ยผิวแก้มสากอย่างเบามือ ดวงตาสีนิลยังคงทอดมองดวงหน้าหล่อเหลาราวรูปสลักตรงหน้าด้วยสายตาที่พยายามส่งทอดความรู้สึกทั้งหมดมวลที่มีให้กับตรงหน้า.. ด้วยเพียงเพราะ ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดผ่านออกมาเป็นคำพูดได้

“ท่าน..เตรียมตัวพร้อมแล้วหรือ? ”

“ครับ ข้าเตรียมตัวตั้งแต่เมื่อวันที่ท่านมอบหมายหน้าที่นี้ให้แก่ข้า..”

ทันทีที่ได้สดับฟัง ริมฝีปากอิ่มก็ระบายยิ้มเศร้า คิดด่าทอตัวเองต่างๆ นานา..ถึง ‘การตัดสินใจ’ ครานั้น การตัดสินใจ...ที่หาได้มาจากความต้องการแท้จริงไม่ หากเพียงเพราะ ‘อารมณ์ชั่ววูบ’ ความคิดต้องการเอาคืน ต้องการเอาชนะ เพียงเพราะตัวเองเป็นต้นเหตุแท้ๆ เรื่องถึงได้ดำเนินมาจนถึงตรงนี้..จุดนี้

.. เขาส่งซีวอน องครักษ์ประจำตัวให้ไปเป็นทั้งองครักษ์และผู้ดูแลพี่ชายต่างมารดาที่จะต้อง ไปเจรจาการสงบศึกกับทางประเทศที่อยู่ติดกับหัวเมืองฝั่งตะวันออก..

ยังไม่รู้.. ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อไร..จะปลอดภัยไหม ช่วงเวลาที่ไปนั้น..จะอยู่ดี เป็นสุข อยู่สบายหรือเปล่า..

..มาจนตอนนี้ มันกลายเป็นความกังวลปนความห่วงใยเกินกว่าที่นายคนหนึ่งจะมีให้กับบ่าวคนหนึ่งเสียแล้ว..

หากคยูฮยอนกลับขลาดกลัวที่จะเอ่ยถ้อยคำใดๆ เหนี่ยวรั้งซีวอนไว้ได้ เพียงเพราะ..ฐานะที่ต่างกัน หรือเพราะหัวใจที่ไม่ยอมเปิดรับกันแน่?

..เพื่อนเล่นสมัยเด็ก เรียนมาด้วยกัน ฝึกดาบจับอาวุธมาด้วยกัน ร่วมทุกข์สุขมีช่วงเวลาร่วมกัน..

..สายสัมพันธ์ที่เนิ่นนาน..นานเกินกว่า ที่จะยอมเปิดใจผันให้สถานะระหว่างกันมันเปลี่ยนไป..

“ท่าน....โกรธข้าหรือไม่? ”

องครักษ์หนุ่มค่อยๆ ปรือเปิดเปลือกตาขึ้นมองสบดวงหน้าหวานใสที่ระบายยิ้มละมุนส่งให้ เขาส่ายหน้าช้าๆ ริมฝีปากคมค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มยามเมื่อเจ้าตัวกำลังจะเอ่ยตอบ

“ข้ามิได้โกรธท่านหรอก.. ในเมื่อเป็นคำสั่งของท่าน ข้าก็..จำต้องทำตามอยู่แล้ว”

“แล้วถ้า.. ถ้าข้าถามท่านในฐานะที่ข้าเป็นเพื่อนท่าน และท่านเป็นเพื่อนของข้าล่ะ”

แรกได้ฟังคำตอบ คยูฮยอนก็แทบจะกลืนก้อนความเจ็บหน่วงในอกเสียไม่ทัน สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วจึงแสร้งทำเป็นอวดดีเข้มแข็ง เร่งเร้าถามเอาความ หวังจะได้ฟังความในใจของคนพูดน้อยตรงหน้าบ้าง

“...ไม่.. ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก.. ข้าเคารพในการตัดสินใจของเจ้า”

เพียงเพราะให้อยู่ในฐานะเดิมดั่งแต่ก่อน ความรู้สึกผ่อนคลายก็ทำให้คนทั้งสองแทบลืมฐานะในครั้งปัจจุบัน หันกลับไปพูดจากันด้วยถ้อยคำจริงใจเหมือนแต่เก่าก่อน

“แม้ว่า ที่ข้าให้เจ้าไปกับท่านพี่ทงแฮนั่นจะเพียงเพราะ ข้าโมโหที่เจ้าทำเย็นชากับข้างั้นหรือ? ”

คยูฮยอนวาดยิ้มขื่น ลดมือที่แตะสัมผัสใบหน้าคมออก หากกลับถูกฝ่ามือหนายกทาบทับไว้อีกชั้น เรียวนิ้วสากคลึงหลังมือนุ่มเบาๆ ก่อนจะดึงมือบางลงเปลี่ยนมาเป็นกุมไว้หลวมๆ แทน มองมือข้างที่ประสานเกี่ยวกันไว้อย่างเงียบๆ

“...ข้ามิได้โกรธเจ้าหรอก.. ข้าสัญญากับเจ้าแล้วนี่”

..สัญญาที่ว่าจะไม่โกรธ ไม่โมโหใดๆ ใส่เขางั้นหรือ?..

..มันอาจจะดี แต่บางครั้งมันก็ไม่ดี.. ยิ่งสำหรับคนพูดน้อยอย่างคนตรงหน้าด้วยแล้ว ยิ่ง....ไม่ชอบเข้าไปใหญ่..

..บางครั้ง ถ้าได้ทะเลาะ ได้โกรธกันบ้าง มันก็คงจะดี คงจะได้เข้าใจกันมากเสียกว่านี้..ก็ได้

“แย่จังนะ.....ข้าไม่เห็นจำสัญญานั้นได้เลย”

ซีวอนเงยหน้าขึ้นมองหน้าคนตัวเล็กกว่าตาโต จิ๊ปากอย่างไม่ค่อยจะพอใจหน่อยๆ ดึงมือที่เกี่ยวไว้ออกทำท่าจะหมุนตัวกลับเดินออกมา หากกลับเป็นมือเรียวอีกข้างของคยูฮยอนที่ยกเหนี่ยวรั้งไม่ให้ซีวอนเดินออกไป ...แม้หากจะเห็นว่า ไม่ใกล้ไกลนี่มีคนกำลังเดินมาก็เถอะ

องครักษ์หนุ่มแลดูท่าจะเห็นว่าผู้ที่กำลังเดินมาด้วยกันทั้งสองเป็นใคร จึงหมุนตัวกลับเดินตรงมายืนซ้อนบังตัวเขาไว้มิดจนกษัตริย์หนุ่มต้องทำหน้ามุ่ยขัดใจ นิ่งฟังเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำเมื่อยืนตัวแทบจะชิดติดกันจนได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยจากคนตัวสูงที่ทำเอาหัวใจเต้นแรง.. เม้มริมฝีปากแน่น พยายามจะขยับตัวก้าวเท้าออกห่างก็ถูกแขนแกร่งรวบเอวล็อคไว้ พร้อมทั้งน้ำเสียงทุ้มนุ่มที่กระซิบใกล้ใบหูเรียกความร้อนไปทั่วใบหน้าเป็นทวีคูณ

“อย่าเพิ่งขยับ... เจ้าช่วยอยู่นิ่งๆ อย่างนี้ไปสักพักได้ไหม? ”

กษัตริย์หนุ่มอยากจะอ้าปากถามองครักษ์ประจำกายถึงเหตุผลของการกระทำ หากพอเงยหน้าขึ้นเจอสายตาดุๆ ที่ทอดมองมา ก็จำต้องหรุบตาลงต่ำ ไม่กล้าต่อปากต่อคำใดๆ ยืนก้มหน้านิ่งพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้สั่นไปมากพอๆ กับก้อนหัวใจในอกที่เริ่มออกอาการไม่เป็นจังหวะแบบนี้

“..ท่านทงแฮ”

“เรียก ทงแฮสิ.. อยู่กันตรงนี้ ไม่ต้องเป็นพิธีการหรอก..นะ”

“ทงแฮ.. พรุ่งนี้แล้วสินะ ....พรุ่งนี้แล้วที่เจ้าจะต้องไป”


ดวงตาสีรัตติกาลเบิกโพลงยามนิ่งฟังน้ำเสียงของคนทั้งสอง.. คนทั้งสองที่เป็นดั่งครอบครัวแสนล้ำค่าของเขา ความสัมพันธ์ของพี่ชายเขากับองครักษ์อีกคนของเขานั้น..เป็นแบบไหนหรือ? เขายังพอจำได้ว่า..สองคนนี้สนิทกัน หากแต่ไม่ยักรู้ว่า..คนสนิทกัน เขาต้องนัดมาคุยกันที่เงียบๆ มืดๆ เช่นนี้

ดวงตาที่เต็มไปด้วยคำถามเงยขึ้นสบกับดวงตาสีเข้มที่ทอประกายอ่อน ริมฝีปากหยักสวยขององครักษ์ยิ้มยากค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาจนแทบมองไม่เห็น หากกลับทำให้คนมองหัวใจพองโต กษัตริย์หนุ่มรู้สึกร้อนไปทั่วใบหน้าจนต้องเบนหน้าหนี หากถ้าไม่ได้ยินประโยคถัดไปจากคนที่ยืนห่างออกไป

ฮันคยอง.. ไม่ต้องห่วงข้าหรอก ข้าไปทำงาน..ทำงานเพื่อบ้านเมือง”

“...ทั้งที่ท่านรู้ว่า บางทีท่านอาจจะไม่ได้กลับมางั้นหรือ? ”

“ข้าทราบแล้ว หากที่ข้าขออาสาไปทำ นั่นก็เพราะน้องชายของข้า...คยูฮยอนของข้ายังเด็กนัก”

มือเรียวเผลอผลักไหล่กว้างขององครักษ์หนุ่มที่ยืนกอดเอวไว้ ส่งผลให้ดวงตาสีรัตติกาลต้องเบิกกว้างตามที่ได้เห็นบุคคลทั้งสองที่แสนรักในคลองตา มือทั้งสองข้างของบุคคลแสนสำคัญทั้งสองกำลังจับกันและกันไว้แน่น..แน่นราว กับต้องการถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่มีอยู่ให้แก่กัน ริมฝีปากอิ่มในตอนนี้..ไม่รู้จักต้องยิ้ม หรือเม้มแน่น หรือปล่อยให้มันเรียบเฉยไว้ดี

มืออุ่นของซีวอนอีกข้างบีบเบาๆ เข้าไหล่แคบ รั้งดวงหน้าอ่อนไวของเพื่อนรักให้กลับมาสบตา ความสงสัยหลายๆ อย่างถูกคลี่คลายลงบ้าง หากยังไม่หมดไปเมื่อเจอดวงตาคมกริบที่ทอดมองมาราวกับต้องการที่จะเอ่ยถ้อยคำชี้แจงให้ฟัง

“ท่านทงแฮ และพี่ฮันคยอง.....ทั้งสอง เขารักกัน”


“....นานเท่าไรแล้ว..”

..นี่เขาตัดสินใจผิดไปหรือเปล่า?..

..เขาจะพรากคนสองคนที่รักกัน..ให้ห่างกัน เหมือนดั่งเช่นตัวเขาเอง...ที่ยังคิดจะพรากหัวใจตัวเองเลยงั้นหรือ?..

“ตั้งแต่.. สมัยที่เราเริ่มจับดาบจับอาวุธกัน”

“นานเพียงนี้แล้วหรือ? ...ทำไมเจ้าถึงไม่เคยบอกข้า!!! ”

ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว..ความรู้สึกผิดเข้าเกาะกุมไปทั่วทั้งบริเวณในหัวใจ ความเข้าใจผิดที่หลงคิดไปเองว่า บุคคลที่พี่ชายแสนรักของเขามอบหัวใจให้คือชายตรงหน้า เขาจึงไม่คิดรอช้าที่จะด่วนตัดสินใจ..ซ้ำอะไรหลายอย่างที่รุมเร้าสุมไปทั้งทรวงอก ท่าที่เฉยชา..ไม่ยินดียินร้ายใดๆ ของคนตรงหน้า.. นับตั้งแต่วันที่เขาก้าวขึ้นมาเป็นกษัตริย์แห่งนครนี้

เมื่อครานั้น เขาปวดร้าว..ปวดไปทั้งอก หากจำต้องเข้มแข็ง เก็บกักน้ำตาปริมาณมากมายมหาศาลซุกซ่อนให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพียงเพราะฐานะใหญ่หลวงนี้..มันเค้าคอ

“ข้าขอโทษ.. ท่านทงแฮไม่ให้ข้าบอกใคร”

.....แม้แต่ข้าที่เป็นน้องชายงั้นหรือ?

กษัตริย์หนุ่มหน้าหมองลงเมื่อได้ฟังคำตอบจากเรียวปากคนตรงหน้า ไม่ทันได้กล่าวอะไรต่อน้ำเสียงคุ้นเคยจากบุคคลที่อยู่ไม่ไกลก็ดังเข้ามาเรียกให้ผู้ฟังทั้งสองที่ยืนอยู่ด้วยกันอยู่ริมระเบียงสวยตั้งหันกลับไปมอง กษัตริย์หนุ่มออกแรงดันให้องครักษ์ประจำกายยอมผละออกแล้วจึงย่างเท้าอย่างมั่นคงตรงไปหยุดอยู่ตรงหน้าพี่ชายแสนรัก ยื่นมือนุ่มไปคว้ามือเล็กบีบไว้ เงยหน้าสบตาบุคคลทั้งสอง

“ท่านพี่น่าจะบอกข้าเร็วกว่านี้..”


“พี่ขอโทษ.. แต่ที่พี่ไม่บอกเจ้านั่นก็เพราะ....”

ทงแฮขยับยิ้มหวาน ส่ายหน้าไปมาช้าๆ ย้ำคำตอบของตน พลางเคลื่อนใบหน้าหันไปสบตาเรียวรีที่ทอดมองมา องครักษ์หนุ่มรุ่นพี่ถึงกับต้องถอนหายใจออกมาช้าๆ แล้วเปิดปากพูดแก้ไขความเข้าใจผิดทั้งหลายให้ได้ยิน..ได้ฟังกันทั้งสองฝ่าย

“ท่านทงแฮ...ข้ากับท่านคยูฮยอน เราไม่ได้..รักกันฉันท์คนรัก เราบริสุทธิ์ใจกัน...รักกัน นับถือกันเยี่ยงพี่ชายน้องชาย”

คนมีศักดิ์เป็นน้องชายขยับยิ้มบางๆ ส่งให้องครักษ์สูงวัยกว่าแทนคำขอบคุณ เลยมายังพี่ชายต่างมารดาที่ทำหน้าตระหนกตกใจระคนดีใจกับสิ่งที่ได้รับฟัง รวมทั้ง...องครักษ์หนุ่มข้างกายที่แม้จะมีสีหน้าเรียบเฉย หากประกายตาสีเข้มนั้นวูบไหวอย่างปิดไม่มิด

“..พรุ่งนี้ท่านสองคนก็จะต้อง....”

“ไม่เป็นไร.. คยูฮยอนน้องพี่ ไม่ต้องห่วงพี่นะ”

มือเล็กอีกข้างของพี่ชายต่างมารดาวางเบาๆ เข้าที่ไหล่ของผู้เป็นน้อง ส่งยิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่ายสบายใจ หากคนได้เห็นกลับหาได้รู้สึกสบายใจตามไม่.. ใบหน้าหวานสะบัดพรืดไปมา ดวงตาสีนิลมีประกายโศกซ่อนอยู่ภายใต้ประกายสั่นไหวเงยขึ้นสบตาผู้พี่อย่างไม่หวั่นใดๆ

“..แม้ท่านพี่จะต้องจากคนรัก..ของท่านพี่ไปงั้นหรือ? ”

ทงแฮปรือเปลือกตาปิดลงช้าๆ พยักใบหน้าหวานกระจ่างขึ้นลงเชื่องช้าแทนคำตอบ แม้จักเป็นแค่การกระทำง่ายๆ หากกลับบาดลึกสะเทือนใจผู้พบเห็นยิ่ง คยูฮยอนรู้สึกปวดหนึบไปทั่วทั้งศีรษะทั้งหัวใจ ความรู้สึกผิดเริ่มถาโถมจนรู้สึกร่อนผ่าวที่ขอบตาล่างอย่างยากที่จะห้ามตัวเองไม่ให้หยาดน้ำตาใสไหลริน

หากเป็นมือแกร่งขององครักษ์หนุ่มข้างกายที่สอดเรียวนิ้วเข้ามาเกี่ยวกุมไว้ ดวงตาสีนิลที่ใกล้จะปริ่มด้วยหยาดน้ำตาที่หางตาก็ตวัดหันกลับมามองบุคคลที่ยืนเคียงข้างที่ส่งยิ้มจางๆ ให้แทนถ้อยคำปลอบโยน หัวใจเต้นผิดจังหวะ..เผลอบีบมือข้างที่เกาะเกี่ยวไว้แน่นเช่นกัน

“..คยูฮยอน เจ้าเองก็เช่นกัน....”

ทิ้งไว้เพียงแค่นี้ ก่อนที่ร่างโปร่งบางและสูงสง่าของบุคคลที่แสนจะนับถือทั้งสองจะเคลื่อนกาย ห่างออกไปเรื่อยๆ ทิ้งให้ร่างสองร่างจับจองพื้นที่เงียบสงบกันต่อไป

ดวงหน้างามละสายตาจากแผ่นหลังทั้งสองหันเบือนกลับมาจ้องประสานตากับดวงตาสีเข้มของผู้ซึ่งเกี่ยวกุมมือของตนไว้ ริมฝีปากอิ่มยกยิ้มบางเบาอย่างยากที่จะห้ามตัวเองได้.. หยาดน้ำตาใสค่อยๆ ไหลรินร่วงออกมาจากดวงตาสีนิลลงอาบแก้มเนียนละเอียดมือ แม้จักต้องอดทน ต้องเข้มแข็งสักเพียงไร..หากเมื่ออยู่ตรงหน้าคนๆ นี้ ความรู้สึกรุมเร้าใดๆ ก็พลันมลายหายไปสิ้น หยาดน้ำตามากมายที่เฝ้าเก็บกักซ่อนไว้ในส่วนลึกกลับถาโถมขึ้นมาไหลลงมาอาบแก้มจนเกินจะต้านทาน แม้ไม่มีเสียงสะอึกอื้นใดๆ หากผู้เฝ้ามองตรงหน้ากลับรับรู้ดี มือแข็งแกร่งโอบรั้งประคองเรือนร่างเปราะบางมาหยุดยืนอยู่ที่เดิม..บริเวณระเบียงกว้างแสนสวย ตระกองกอดร่างนายเหนือหัวไว้แนบแน่น ลูบไล้ฝ่ามือไปตามเรือนผมสวยที่ยาวระกลางหลัง ลูบเบาๆ อย่างต้องการปลอบประโลม แม้ไม่มีการถ้อยคำปลอบโยนใดๆ หากเพียงแค่สัมผัสเล็กๆ น้อยๆ นี่คงเพียงพอ

“ซีวอน.. เจ้าน่ะ.....คิดเช่นไรกับข้า”

น้ำเสียงทุ้มหวานอู้อี้เอ่ยออกมาจากไหล่กว้างที่ซับชื้นไปด้วยหยาดน้ำตาเย็น คนถูกถามกระพริบตาไล่เรียงถ้อยคำตอบในใจอยู่เนิ่นนานจนคนรอฟังแทบขาดใจ แขนเรียวสอดเข้ารั้งกอดเอวหนา ส่วนมือเรียวอีกข้างรั้งใบหน้าตนเองออกมา แตะลากเรียวนิ้วสัมผัสใบหน้าคมคายที่ไม่ฉายแววเฉยชา เย็นชาอีก.. หากจะเป็นแววหวานอ่อนโยนเสียมากกว่า

“ข้า....ร...ข้าเป็นเพื่อนของเจ้า”

เหมือนกับว่าต้องการจะพูดอะไรสักอย่าง หากองครักษ์หนุ่มกลับเลือกที่จะเปลี่ยนคำตอบมาเป็นคำอื่นแทนเสียนี่ ทั้งที่หวังอยากเห็นดวงหน้าหวานใสของผู้เป็นนายเหนือหัวดูหายหมองเศร้าลงบ้าง กลับกลายเป็นทำให้เศร้าหมองขึ้นทวีคูณ กษัตริย์หนุ่มเค่นยิ้มขื่นกับตัวเอง ตวัดแขนผละตัวออกห่างจากร่างสูงสง่าที่เฝ้าแต่ทำร้ายหัวใจเขาร่ำไปออก หมุนกายบางหันไปอีกทาง ยกหลังมือนุ่มแตะเช็ดคราบน้ำตาทั่วใบหน้าแล้วจึงเร่งก้าวเท้าเดินออกมา หมายจะก้าวกลับสู่..สถานที่ที่เป็นดั่งโลกอีกโลก ที่เขาเลือกที่จะปลดปล่อยความเครียด ความไม่สบายใจ ความทุกข์ ความสุข ความรู้สึกใดๆ ไว้ข้างใน

“เจ้าจะไปไหน..”

เท้าเรียวสะดุดหยุด กึก! เมื่อมือหนาเอื้อมคว้าข้อแขนไว้ได้ทัน ใบหน้าหวานส่ายไปมาช้าๆ กับตัวเอง เอ่ยสั้นๆ แล้วจึงแกะมือแกร่งออกจากข้อแขนเรียวของตัวเองหมายจะก้าวเท้าต่อ หากกลับกลายว่าเป็นถูกกอดซ้อนจากทางด้านหลังแทน

“ข้าจะกลับห้องของข้า”

“ไม่.. ข้าไม่ให้เจ้าไป”

ความรู้สึกรุมร้อนในอกแทบมอดไหม้ หยาดน้ำที่ทำท่าว่าแห้งกลับรื้นขึ้นมาอีกครา ร่างโปร่งบางยกหลังมืออีกข้างปาดเช็ดน้ำตาที่หางตา กลับกลายเป็นว่าถูกดึงให้หันกลับไปปะทะอกอุ่น ดวงหน้าหวานมุ่ยขัดใจ ครั้นพอเงยหน้าไป ดวงตาหน้าคมคายก็อยู่แค่ใกล้เพียงแค่เอื้อม.. ไม่ใช่แค่เพียงสบประสานตาที่ทำให้หัวใจสั่นไหว หากกลับเป็นหัวใจแรงรัวของคนตรงหน้าเองเสียนี่ ที่ขับให้หัวใจดวงน้อยนี่เต้นแรง..ยากเกินกว่าจะห้ามไว้

“..มีสิทธิที่จะสั่งข้างั้นหรือ? เจ้าน่ะ..”

แม้จะเป็นถ้อยคำบางเบาที่คนพูด..ต้องการที่จะปล่อยคำพูดนั้นออกไปให้ลอยไปกลับสายลม หากคนฟังกลับยังคงเลือกที่จะเก็บมาใส่ใจและตอบคำถามนั้น

“..มิได้.....ข้าในฐานะคนใต้บารมีของเจ้าน่ะ คงจะไม่ได้”

คิ้วเรียวเผลอยกขึ้นเล็กน้อย นิ่งฟังแล้วคิดทวนในคำตอบจากคนตรงหน้า ฟังแล้วก็อดไม่ได้ที่เร่งเอ่ยถามต่ออีกครั้ง หากครั้งนี้กลับเรียกรอยยิ้มกว้างจากคนตรงหน้าให้คนมองหัวใจเต้นโครมคราม

“แล้ว..ในฐานะสหายของข้าล่ะ”

“นั่นก็....ไม่ได้เช่นกัน”

หยาดน้ำตาที่หลั่งรินแห้งลงแล้ว หากยังมีคราบเกาะอยู่ที่หางตา ใบหน้าคมคายขยับยิ้มไม่หุบ เคลื่อนใบหน้าเข้าใกล้จนได้ยินเสียงลมหายใจปะทะกันถี่ ดวงตาวาวหวานนิ่งมองการกระทำของคนตรงหน้าอย่างใจจดจ่อ นานจนแทบจะขาดใจ..ริมฝีปากคมสวยประทับจุมพิตที่หางตาแผ่วเบา..อ่อนโยนจนผู้รับสัมผัสแทบหลอมละลาย ปิดเปลือกตาลงอย่างแช่มช้า..รับรู้สัมผัสอ่อนหวานที่ได้รับครั้งแรกอย่างมิ อาจลืมเลือน

“..ขอบคุณ..นะ”


 



ดวงตะวันโผล่พ้นเส้นขอบฟ้า เรือนร่างขาวสะอาดภายในอาภรณ์สีขาวสะอาดค่อยๆ ขยับกายอย่างเชื่องช้า ก่อนที่เปลือกตาวาวจะค่อยๆ แง้มเปิดปรับให้ชินกับแสงสว่างภายในห้อง เรือนร่างงดงามค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นนั่ง เอื้อมมือเรียวคว้าดึงผ้าห่มผืนสวยออกจากกาย แล้วจึงก้าวเท้าเดินลงจากเตียงหลังนุ่ม ดวงตาสีรัตติกาลสวยตวัดกวาดมองหน้านาฬิกา แล้วจึงเบิกโพลงเมื่อเห็นเวลาแล้วพลันนึกถึงเรื่องสำคัญในหัวใจได้

เท้าเปลือยเปล่าเร่งก้าวออกมาจากห้องบรรทมที่ตกแต่งอย่างงดงาม สาวเท้าอย่างเร่งรีบหมายจะเดินไปให้ถึงจุดหมาย หากกลับเป็นบานประตูห้องที่แกะสลักไว้อย่างสวยสดนั่นถูกเปิดออกมาเสียก่อนได้

“ท่านคยูฮยอน.. แย่แล้วครับ! ”

ท่าทีเร่งรีบขององครักษ์คนสนิทอีกคนที่เปิดบานประตูเข้ามาเรียกให้ดวงหน้าหวานฉายชัดถึงความฉงนสงสัย ไม่รอช้ากษัตริย์หนุ่มรีบเอ่ยถามโดยไว

“ท่านคิบอม มีอะไรหรือ? ...มีอะไรเกิดขึ้น รีบบอกข้า..ข้าจะต้องไปหาท่านพี่”

“..ท่านทงแฮกำลังจะออกเดินทางแล้ว! ”

องครักษ์หนุ่มหน้าหยกเอ่ยออกมาเรียกให้ผู้ฟังตาเบิกค้าง มือเรียวสั่นอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนที่จะตัวจะตั้งสติกำมือไว้แน่น ก้าวเท้าเดินออกจากห้องหมายจะตรงไปยังที่หมายที่คาดว่าน่าจะเป็นบริเวณหน้าปราสาท หากกลับกลายเป็นมือแกร่งขององครักษ์ประจำกายที่ส่งโค้ทตัวยาวสีเข้มให้พร้อม กับเดินเคียงกายมาแล้วเอ่ยถ้อยคำเรียกให้นัยน์ตาหวานใสเบิกกว้างอีกครั้ง

“ท่านทงแฮอยู่ที่ประตูเมืองแล้ว.. ข้าคิดว่า ถ้าท่านคยูฮยอนไปตอนนี้น่ะ....คงจะไม่ทัน”

“ทันสิ! มันต้องทัน.. พาข้าไป เร็ว! คิบอมพาข้าไป!! ”

องครักษ์หนุ่มลอบถอนหายใจเบาๆ พยักหน้ารับแข็งขัน หันไปสั่งนางกำนัลหาบู้ทคู่โปรดให้กษัตริย์หนุ่ม ส่วนตัวเองเร่งเดินไปจัดหาพาหนะเร็วไว

คยูฮยอน..คิดเพียงแค่ว่า จะต้องไปให้ทัน..อย่างน้อย ก็ขอแค่ให้เห็นพี่ชายและ...เขาคนนั้น แม้จะเพียงแค่ช่วงสั้นๆ ก็ยังถือว่าคุ้มค่า คุ้มค่า..เพียงพอกับการที่เขาจะกลับมานั่งรักษาแผลในหัวใจนี่อีก..สักระยะ

เมื่อวาน..เขาคนนั้นก็มิได้ปฏิเสธ และก็มิได้ตอบรับ ซ้ำยังมิได้เอ่ยถ้อยคำใดๆ ออกมาเช่นเดียวเขาเองที่ยังคงปากหนัก..มิเคยเอ่ยถ้อยคำในใจออกมาให้ใครฟัง คิดอิจฉาผู้อื่นที่กล้าหาญกับการบอกรัก สามารถพูด สามารถแสดงมันออกมาได้อย่างไม่ขลาดอาย กล้าที่จะรัก..กล้าที่จะยอมรับ

..ขนาดกับเรื่องพรรค์นี้เขายังขลาดเขลา แล้วใยเรื่องประเทศที่ต้องปกครองนี่ล่ะ..เขาจักปกป้อง ปกครองมันได้....งั้นหรือ?

“ท่านคยูฮยอน ได้ม้ามาแล้วครับ... ขี่เจ้านี่ไปแทนรถม้าได้........”

“ขอบใจมาก”

คยูฮยอนไม่รอให้อีกฝ่ายพูดจบ ก็เร่งกระโดดขึ้นไปนั่งบนหลังอาชาสีขาวสะอาด มือเรียวขยับแส้ฟาดแล้วพุ่งตรงไปยังเส้นทางข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิต หมายจะตามไปให้ทัน..และต้องทันให้ได้!!

เสียงกรุบกรับ..ของฝีเท้า อาชาตัวโปรดของกษัตริย์ผู้ปกครองนครดังขึ้นมาเรียกปลุกให้ชาวเมืองบางคนต้องหันไปสนใจ หากกลับหาได้ใส่ใจ..ด้วยไม่ใคร่รู้ว่า บุคคลผู้ประทับอยู่บนหลังอาชาสีขาวสะอาดนั้นคือผู้ใด

“...หยุด”

เสียงหยุดที่ดังมาจากริมฝีปากหวานที่สั่นระริกเรียกให้ผู้ติดตามขบวนหยุดอาชาไว้กันแทบทั้งหมด ดวงตาสีดำสนิทยากหยั่งถึงกวาดมองหาบุคคลที่ตนต้องการพบเจอ ...หากกลับกลายเป็นว่า บุคคลที่ตนต้องการพบทั้งสองหาได้อยู่อีกแล้วไม่ ทหารผู้ควบคุมประตูเมืองถูกเรียกให้มาชี้แจง ก่อนที่คำชี้แจงทั้งหลายจะทำให้ทรวงอกของกษัตริย์หนุ่มรู้สึกปวดร้าวจนเกินบรรยาย มือเรียวเผลอยกทาบทับบริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งของหัวใจ บีบมันไว้แน่น.. ปิดเปลือกตาลงอย่างเชื่องช้า เงยใบหน้าขึ้นสกัดกั้นความอ่อนแอที่ตั้งเค้าว่าจะหลั่งรินออกมาจากหางตาสวย มือเรียวอีกข้างที่กุมเชือกไว้ปล่อยออกอย่างหมดแรง ริมฝีปากสีหวานเม้มแน่นอย่างยากจะเอ่ยถ้อยคำใดๆ ให้หลุดรอดออกมา

“มี...จดหมายจากองค์ชายทงแฮด้วยขอรับ”

เสียงจากทหารวัยกลางคนเรียกให้เปลือกตาบางเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คยูฮยอนกระโดดลงมายืนอยู่ข้างล่างพร้อมยื่นมือฉวยหยิบจดหมายซองสีขาวสะอาด ที่มุมซองประทับตราประจำพระองค์ของพี่ชายที่แสนจะเคารพยิ่ง ไม่รอช้าคยูฮยอนแทบจะฉีกซองก็ว่าได้ ฉวยหยิบแผ่นกระดาษบางสีขาวสะอาดตาคลี่เปิดออก เร่งกวาดสายตาอ่านทุกตัวอักษรอย่างเร่งรีบพร้อมหัวใจเต้นระรัว

เนื้อความใดๆ หาได้ผ่านเข้าสู่สมองไม่.. หากจะมีก็แต่เนื้อความย่อหน้าสุดท้ายที่ยังตราตรึง..ฝังแน่นในใจ มือเรียวคลี่พับกระดาษแผ่นขาวสะอาดสอดเก็บไว้ที่กระเป๋าเสื้อโค้ทเนื้อดี เร่งหันใบหน้ากวาดมองไปทั่วบริเวณ

“มองหาใครหรือครับ”

องครักษ์หนุ่มข้างกายเอ่ยถามอย่างใคร่สงสัย ไล่สายตามองตามนายเหนือหัวที่ดูท่าทางว่าจะไม่ได้ใส่ใจกับถ้อยคำที่เขาเอ่ยถามเลยสักนิด เจ้าตัวทำเพียงแค่มอง..มอง..แล้วก็มอง นานจนผู้ติดตามชักจะเก็บความกังวลใจไม่ไหว จึงได้เอ่ยปากถามอีกครั้ง

แล้วก็เป็นผลสำเร็จเมื่อกษัตริย์หนุ่มหันใบหน้ากลับมาตอบรับ..ทั้งรอยยิ้ม นัยน์ตาหวานใสสั่นระริกฉายสะท้อนความสุขส่งต่อให้กับบรรดาผู้ติดตามที่อดไม่ ได้ที่จะรู้สึกดีตามไปด้วย

“ซีวอน.. ซีวอนยังไม่ได้ไป”

“หมายความว่าไงครับ! ถ้าท่านซีวอนไม่ได้ไปกับท่านทงแฮแล้ว....”

องค์กษัตริย์ถอนหายใจโล่งอก ระบายยิ้มเสียเต็มแก้มเมื่อหวนนึกถึงใจความย่อหน้าสุดท้ายของจดหมายจากพี่ชายคนสำคัญ

“ท่านพี่ฮันคยอง..เขาไปกับท่านพี่ทงแฮ”

บรรดาผู้ติดตามต่างพากันโล่งอกโล่งใจกันเสียยกใหญ่ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ครั้นพอหันกลับไปมองหาตัวกษัตริย์องค์น้อยที่แสนเคารพรัก...ก็หาได้ยืนอยู่กับที่เดิมไม่ ไม่ว่ากวาดตามองหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ..หนักจนองครักษ์ติดตามอีกสองคนต้องเร่งตามหา รวมทั้งผู้ติดตามคนอื่นๆ ด้วย..ด้วยเพราะเป็นห่วงนายเหนือหัวคนนี้เสียเหลือเกิน






“แฮ่ก..แฮ่ก....”

เสียงหอบหายใจถี่ดังออกมาจากริมฝีปากกระจับสีหวาน นัยน์ตาสีดำขลับเช่นเดียวกับเส้นผมตวัดมองหาแผ่นหลังกว้างคุ้นเคย ก่อนที่เท้าเรียวจะก้าวอย่างมั่นคง..หนักแน่น หมายตรงไปหาบุคคลตรงหน้า วาดวงแขนเรียวสวยกอดเอวหนาของร่างสูงสง่าจากทางด้านหลัง แนบใบหน้าเนียนชื้นเหงื่อวางบนแผ่นหลังแข็งแรง พริ้มตาหลับลงช้าๆ

“ซีวอน... เจอเจ้าซักที”

“..เจ้า....คยูฮยอน! มาที่นี่ได้อย่างไร? ”

บุรุษร่างสูงสง่าแกะมือเรียวที่โอบรัดตนออก พร้อมกับฉวยคว้าข้อแขนขาวเนียนดึงรั้งให้ร่างโปร่งบางก้าวเท้าออกเดินมาจากบริเวณซึ่งมีคนพลุกพล่าน..มาหยุดอยู่ที่มุมที่ไม่ค่อยมีผู้ใดผ่านสักเท่าไร ดวงตาหวานกวาดมองรอบบริเวณตัวเมืองอย่างสนอกสนใจ ก่อนที่ความสนใจทั้งหมดจะมารวมอยู่ตรงที่....บุรุษรูปงามตรงหน้า

องครักษ์หนุ่มผู้ยิ้มยากมองใบหน้าผู้เป็นทั้งนายทั้งเพื่อนสนิทนิ่ง.. มิได้มีถ้อยคำใดๆ เอ่ยออกมา นานจนแทบขาดใจ มือแกร่งที่สั่นเทาทั้งสองค่อยๆ ยกขึ้นประคองดวงหน้าหวานใส ไล้นิ้วหัวแม่มือที่พวงแก้มสุกปลั่งอย่างเบามือ ดวงตาสีเข้มทอประกายอ่อนลงยวบยาบ..ลงจนร่างบอบบางตรงหน้าแปลกใจ หากหัวใจกลับยังเต้นระรัวไม่ขาด มือเรียวของผู้มีศักดิ์สูงสุดแห่งนครนี้ยกขึ้นวางทาบทับท้ายทอยของบุคคลตรงหน้าเช่นกัน

“..ข้า....กลับมาแล้ว”

“ยินดี...ต้อนรับกลับ.....นะ”

กษัตริย์หนุ่มวาดยิ้มกว้างส่งให้องครักษ์หนุ่มตรงหน้าที่ส่งยิ้มมาให้เช่นกัน มือแกร่งขยับดันให้โครงหน้าหวานเคลื่อนเข้าใกล้อีกนิด..อีกนิด...จนสัมผัส ถึงลมหายใจผะแผ่วที่เป่ารดซึ่งกันและกัน ก่อนที่เปลือกตาสีมุกจะค่อยๆ ปรือปิดลงอย่างเชื่องช้าซ่อนอัญมณีคู่งามไว้อย่างรู้หน้าที่ แล้วปล่อยให้ร่างสูงสง่าขององครักษ์คนสำคัญค่อยๆ ขยับก้มลงต่ำอีกนิด....ก่อนที่ริมฝีปากทั้งสองจะยกแนบสัมผัสมอบจุมพิตอ่อนโยน อบอุ่น อ่อนหวาน..พาให้หัวใจทั้งสองดวงเต้นแรงจนแทบจะเป็นจังหวะเดียวกัน

จุมพิตหวานละมุน..ที่อยากให้เป็นสัมผัส.....แห่งนิรันดร์





“อยู่ข้างๆ ข้า..ตลอดไปนะ”

“..ได้สิ ข้าสัญญา”





*FIN*


๑๐๑๓ * ๑๐๑๓ * ๑๐๑๓ * ๑๐๑๓ * ๑๐๑๓ * ๑๐๑๓ * ๑๐๑๓ * ๑๐๑๓ * ๑๐๑๓ * ๑๐๑๓ * ๑๐๑๓ * ๑๐๑๓ * ๑๐๑๓


^^
Happy Birthday to nam
ฟิคช้า..เขียนวันที่ 13 ตั้งแต่เริ่มวันใหม่ยันตีสี่ ก่อนจะฟื้นขึ้นมาซุยฟิคยันตอนบ่ายๆ
ตั้งท่าจะลงหลายรอบด้วยเพราะเจ้าของวันเกิดออนเอ็มมาเจอะ!
แต่ก็ไม่ได้ลง..มาลงเอาป่านฉะนี้ = ='' (คือไปเที่ยวพานพุทธกับเพื่อนมา..แต่ไม่ได้ซื้ออะไรเลย จน!)
จริงๆ คือรอ commentator ไง แต่..ยังไม่มาสักที!! (P' รุ้งน่ะค่ะ) อยากให้มาเซนเซอร์ฟิคหน่อย
ช่วงนี้ฟิค....แย่!
พร่ำเพ้อ ไร้เนื้อหา ไร้สาระ
เขียนๆ ไปเริ่มรู้สึกว่า เหมือนกับแต่งนิยายอีโมชั่นจริงๆ เขียนแต่ความรู้สึกของตัวละครน่ะ
คราวนี้ตั้งใจจะเขียนเป็น pov ของตัวคยูฮยอนค่ะ!
อยากเขียนบ้าง.. ช่วงนี้ละเลงเล่นซีวอนมาเจอะ จนลืมลูกรักคนสำคัญนี้เสียแล้ว
(ดีที่ได้แตะอินมายรูมนะ)
อ้อ! เรื่องนี้ตั้งใจจะให้แฟนซี
แบบมีการต่อสู้นะ..คิดไว้ๆ แต่เขียนจริงๆ ก็ลืมซะงั้น!
T T แต่ก็น่าจะดีแล้วมั้งนะ..พยายามได้แค่นี้
ไม่มีฉากสู้ แต่หนักตรงบรรยายที่ข้าพเจ้าไม่เก่งนี่หล่ะ เฮ้อ..พอไหวไหมคะ?
ภาษาดีขึ้นหน่อยไหม? หรือว่ายังเน่าเหมือนเดิม..
คราวนี้แล้วที่ได้รับคอมเมนท์จากท่านพี่ๆ ทั้งหลายที่คอมเมนท์ใน days ก็น้อมเกล้ารับไปปรับปรุงบ้างแล้ว
แต่ เรื่องนี้..มันหนักกว่า เผอิญได้รับแรงบันดาลใจจากฟิคที่รัก (seikiya) เลยได้มาแบบนี้ แล้วยัง..ยังเสร่ออยากท้าทายตัวเองเขียนแนวนี้
ยาก..ยากเกิน
คนที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเกี่ยวกับเทือกๆ นี้เลย..มาเขียนแล้วยากจริงๆ ประสบการณ์การอ่านมันยังไม่พอ!!
ไว้คราวหน้าจะเก็บ exp ใหม่!! คราวนี้มาได้แค่นี้ ฝากด้วยนะคะ
ภาษาการบรรยาย คำพูดคำจาของตัวละคร..ไม่รู้ขัดหูขัดตาไหมนะ
ไงไง ก็ฝากในอ้อมใจด้วยค่ะ
^^
ขอบพระคุณอย่างสูง..
ตลอดการติดตามอ่านฟิคของซีมานะคะ





ปล มีใครสนใจฟิครวมเล่มไหมคะ?
ปล2 มีฮันเฮใครแอบรับไม่ได้อย่าว่า!! ข้าพเจ้ารับได้..รักด้วยซ้ำ! คือเจ้าวันเกิดและคนแต่งแอบเควสกันเอง? (จริงๆ เจ้าของวันเกิดขอมา.. ขอแค่บรรทัดเดียว แต่ข้าพเจ้าแถมไง(?) มาซะหลายบรรทัด แล้วยังเป็นเนื้อหาหลักๆ ด้วย)
ปล3 งงกันอีกล่ะสิ!! (ไม่มีสเปนะครับ..ฟิควันเกิดน่ะค่ะ)

ปล4 ชอบผู้ชายผมยาว..ขอโทษที

 

อธิบายเพิ่มเติมเล็กน้อย
แล้วก็เรื่องขององครักษ์ด้วย,, คือจริงๆ ตั้งใจว่าจะให้กี้มีองครักษ์ 4 คน แล้วทุกคนก็เป็นเพื่อนกัน
บางครั้งบางคราวตัวละครมันก็ใช้คำพูดทำนองแบบกันเองมากไป(?)
แล้วก็เรื่องการเป็น King ของกี้น่ะ
จริงๆ ก็พอจะเข้าใจว่าทำไมบางท่านถึงได้สงสัยเรื่องกี้
คือประมาณว่า..ลูกเมียหลวง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แหวกแนวมากมาย ^^

คยูจ๋าทำเพื่อท่านพี่ที่รัก

แต่..สุดท้าย

เข้าใจผิดซะงั้น sad smile

แต่ก็ดีแล้วที่เข้าใจกันได้ในที่สุด

ปล.วนเวียนเข้ามาว่าจะอ่านแล้วก็ไม่ได้อ่าน

ไม่ว่างเลย sad smile

แต่ก็เข้ามารดน้ำต้นไม้เกือบทุกวันเลยนะ

#1 By mhoomin (58.9.104.131) on 2009-06-18 22:22