[SF] days

posted on 03 Jun 2009 22:41 by zeazand  in Fiction, SuJu, WonKyu

Title :: days

Author :: ZeA*

Couple :: Siwon x Kyuhyun

Genre :: Romance(?) , Drama(?) , มั่ว , ซุย , แถ , เสื่อม

Rate :: *warning NC-??*

Note :: มันมีที่มา..จากฟิก KHR คู่ 1869*10069 หะๆ มาได้ไงไม่รู้เนอะ^^
แต่ก็มาแล้ว... จริงมั้ย?
ตอนนี้ไม่เหมือนจะกล่าวว่าอยู่ในทะเล,,, บทจะให้ซีวอนพร่ำเพ้อ ก็เล่นไปซะค่อนเรื่อง..ใช่มะ?
เอาเถอะ,, ไหนๆ เขาก็มาเจอกันแล้ว ^^ ก็คิดว่า.....คงจะดีแล้วล่ะ
(ไม่ มีทอร์กด้านล่างนะคะ... เพราะขี้เกียจ ฟิกนี้จบมาตั้งแต่หลายวันละ แต่โดนตีกลับให้มาทำ NC เพิ่ม ระหว่าง..รออ่าน Love Disease ของพี่รุ้งน่ะค่ะ^^")<< ชอบซะเก็บไปฝัน..เนอะพี่รุ้ง (เพี้ยนสิไม่ว่า)
อ้อ! สำหรับ...คนที่ยังเคยชินกับ เอิ่ม..ฟิกใสๆ รบกวนช่วยทำเป็นลืมๆ ว่าอินี่มันแต่งนะ แล้วทำใจอ่านข้างล่าง...แล้วกัน หะๆ ขอบพระคุณ^^


click one day







ท้องฟ้าสีครามสดใส ปุยเมฆก้อนน้อยล่องลอยเป็นอิสระ ดวงตะวันกลางฟากฟ้าสาดส่องแผ่รังสีให้แสบผิว ลมทะเลพัดผ่านปะทะกายครั้งแล้วครั้งเล่า

ริมฝีปากขยับออกเป็นรอยยิ้มจางๆ เมื่อย่างเหยียบอยู่บนผืนทรายนุ่มในที่ที่เป็นส่วนหนึ่งในกล่องความทรงจำ ก้าวเท้าไม่เร็วมาก เร่งตามให้ทันเพื่อนร่วมงานคนอื่นที่เดินนำห่างออกไปไกลพอสมควร กระชับสายเป้ให้พอดี รวมถึงยกกระเป๋าโน้ตบุ๊คขึ้นกอดไว้หลวมๆ

ดวงตาสีเข้มทอประกายสวยยามต้องแสงอาทิตย์กวาดมองบรรยากาศเดิมๆ ที่ไม่เปลี่ยนไปจากครั้งก่อนที่มาสักเท่าไหร่.. ยังคงเหมือนเดิม ยังคงสวยสดแบบนี้เสมอ..

“เราจะพักที่นี่กันนะ”

รุ่นพี่ในที่ทำงานชี้นิ้วไปที่สิ่งก่อสร้างสะดุดตาตรงหน้า มองตามไปแล้วจึงพยักหน้าตาม ก้าวเท้าตามประชิดกลุ่มคนร่วมงานตรงเข้าไปในส่วนล็อบบี้ รับกุญแจห้องไปกันสองคนต่อหนึ่งดอก จับคู่กันแยกไปนอนเพราะบริษัทแม่ให้งบมาแค่นี้ หากเพราะเป็นพวกเคยชินที่จะต้องนอนคนเดียว จึงออกเงินส่วนค่าที่พักเอง แล้วแยกมาอยู่ส่วนตัวคนเดียว

ขึ้นลิฟต์ไป แยกตัวกันนำข้าวของสัมภาระไปเก็บยังห้องพักของแต่ละคน ส่วนตัวเองก็แยกไปยังห้องเดี่ยวของตัวเอง โยนกระเป๋าสองใบลงวางบนเตียงนุ่ม แล้วตรงเข้าล้างหน้าล้างตา รวมทั้งอาบน้ำอีกรอบ ล้างคราบเหงื่อโทรมที่ไหลท่วมจากการที่เดินตากแดดเพื่อตรงมายังที่พัก ออกมาจากห้องน้ำจัดการผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ดูเรียบร้อย ก่อนจะลงลิฟท์ตรงมายังส่วนล็อบบี้พร้อมกับกระเป๋าโน้ตบุ๊คอีกใบ เจอรุ่นพี่ร่วมบริษัทที่คราวนี้มาพร้อมหน้ากันมากกว่าครั้งก่อน เพราะครั้งนี้ต้องพาทีมวิศวกรมาด้วย

คราวนี้จะได้ผสานงานกันได้อย่าง จริงจัง และเริ่มทำงานกันได้เสียที เพราะที่มาไทยครั้งนี้ก็เพียงเพราะโปรเจ็คที่ทำกันคราวก่อนนั้นได้รับการอนุมัติแล้ว ถึงได้ถ่อกันมาร่วมๆ สิบชีวิตเพื่อจะได้ตะลุยงานโปรเจ็คยักษ์สองบริษัทใหญ่ร่วมกันให้เสร็จๆ ไปเสียที

“ซีวอน..เป็นไงบ้างวะ ทำงานคราวที่แล้วสนุกไหม”

น้ำเสียงทุ้มๆ กวนๆ ของเพื่อนร่วมอาชีพดังเข้ามาใกล้ มือหนาล็อคคอเพื่อนสนิทไว้แน่น จนคนถูกแกล้งต้องออกแรงรอบบ่ายต่อยท้องเพื่อนไปทีหนึ่ง ถึงจะยอมคลายแขนออกมาแล้วเปลี่ยนมาเป็นลูบท้องปอยๆ แทน

“ก็ดีแหละมั้ง..สนุกดี แต่เสียดายร้อนโคตร”

“เออ ร้อนจริงๆ ว่ะ.. แต่บรรยากาศดีจริงๆ ถ้าไม่ติดว่ารอบบ่ายนี่มีนัดประชุมรวมนะ ฉันไปโดดน้ำเล่นแล้ว”

พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะขยับตัวให้เพื่อนสนิทในชุดสูทเรียบร้อยเช่นเดียวกันทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ บนโซฟาตัวเดียวกัน

“ว่าแต่...คนนั้นน่ะ ที่นั่งเครื่องบินมาด้วยกัน....”

แขนล่ำถองเข้าที่สีข้างเพื่อนที่นั่งข้างๆ ส่งยิ้มแบบรู้ทันให้อีกคนที่หน้าติดบูดหน่อยๆ ขยับหน้าเข้าใกล้กระซิบพูดเสียงเบาให้พอได้ยินสองคน

“..แฟนเก่าล่ะสิ”

เผลอขยับยิ้มกับตัวเองเบาๆ ยามนึกถึงช่วงเวลาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา หวนระลึกถึงห้วงเวลาครั้งที่ตาประสานตา ริมฝีปากก็ต่างคลี่ยิ้มส่งให้กันอย่างไม่ต้องปิดบังหรือกังวลกับสายตาใครๆ

ร่างโปร่งบางที่หอบหิ้วกระเป๋าสะพายใบโตกับกระเป๋าถือใบย่อมมายังสนามบินเพียงคน เดียว ยังจำได้ดี เรือนร่างบอบบางที่นั่งก้นจ้ำเบ้าบนพื้นตรงหน้าทางเข้าเกต ข้าวของหล่นลงบนพื้นข้างกาย ดวงหน้าหวานใสที่ฉายชัดความตกใจระคนดีใจอย่างปิดไม่มิด วินาทีนั้นแทบหยุดหายใจ หัวใจเต้นระรัวแรงดั่งได้พบรักแรก เร่งวางกระเป๋าโน้ตบุ๊คในมือลงพื้น แล้วปราดเข้าไปประคองร่างบอบบางลุกขึ้นยืน พร้อมส่งของสัมภาระให้กับมือเรียวที่ยื่นมารับ ..และเป็นอีกครั้งที่ตาประสานตา ถ้อยคำใดๆ ไม่อาจเอื้อนเอ่ยอธิบายความรู้สึกใดๆ ในตอนนี้ได้นอกจากดวงตาที่สอดประสาน ริมฝีปากที่คลี่ยิ้มส่งให้กัน และ..มือที่เผอิญแตะสัมผัสโดน

“เฮ้ย! ซีวอน รีบไปได้แล้ว..เครื่องจะขึ้นแล้ว”

และเป็นเสียงทุ้มกวนเป็นเอกลักษณ์ของเพื่อนสนิทที่สุดในที่ทำงานเรียกขัดเข้ามา พอดิบพอดี จึงจำต้องผละปล่อยมือออกมา ก้มลงไปหยิบกระเป๋าโน้ตบุ๊คบนพื้นขึ้นมาถือไว้ ครั้นพอหันกลับไปอีกที ร่างโปร่งบางก็เดินมาหยุดยืนอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับเอ่ยน้ำเสียงทุ้มหวานให้ได้สดับฟังแล้วยิ้มตาม

“ขึ้นเครื่องเถอะ..”

จำไม่ได้ว่านานเท่าไหร่.. นานเท่าไรที่ไม่ได้พบพานกันอีก จนกระทั่งตอนนี้..วินาทีนี้..หัวใจเต้นแรงเร็ว ร่างคุ้นเคยทิ้งตัวลงนั่งในที่นั่งในลำพาหนะนกเหล็กห่างออกไปราวสี่แถว แม้อยู่ในสถานที่เดียวกัน หายใจเอาอากาศเดียวกันเข้าปอด หากกลับเทียบไม่ได้เลยสักนิด อยากเดินตรงเข้าไปหา อยากมองตา อยากจับมือ อยากกอด..อยากพูดคุย อยากได้ยิน...ได้ยินน้ำเสียงแสนรักนั้นอีกครา

ฝ่ามือหนักๆ ของเพื่อนสนิทร่วมที่ทำงานตบป้าบเข้าที่ไหล่เสียเต็มรัก จึงจำต้องละลายตาจากดวงหน้าหวานแสนคิดถึงกลับไปหาคนประทุษร้ายข้างๆ ดวงหน้าหล่อเข้มส่งยิ้มกวนประสาทมาให้เป็นนัย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาพอให้ได้ยินกันสองคน..เรียกรอยยิ้มประดับทั้งดวงตาทั้ง ริมฝีปากอย่างยากจะห้าม

“เดี๋ยวฉันไปนั่งที่ตรงนั้นเอง แล้วให้...คนนั้นของนายมานั่งแทนที่ฉันแล้วกัน”

“ขอบใจว่ะ.. ไอ้เพื่อนรัก”

ตบหลังเพื่อนเข้าไปเต็มรักด้วยความแรงพอๆ กัน เร่งก้าวเท้านำเพื่อนรักตรงไปหยุดอยู่ตรงกลางระหว่างทางเดิน ดวงหน้าหวานที่กำลังจะพริ้มหลับจึงจำต้องปรือเปิดให้ดวงตาสีนิลสวยจับจ้อง มองมา

“คยูฮยอน......นั่งด้วยกัน..ไหม? ”

ไม่รู้เพราะหน้าด้าน หรือเพราะไม่มีใครคนนั้นคอยอยู่ข้างกายคนตรงหน้าไม่ทราบ ไอ้อาการกังวล ความรู้สึกอึดอัดทั้งหลายพาลพังทลายห่ยไปเสียสิ้น ลืมสนิท..ลืมไปเลยสิ้น..หรือทำเป็นลืม...ลืมว่าคนตรงหน้ามีใครอยู่แล้ว

คิ้วเรียวเลิกขึ้นสูง ดวงหน้างามฉายชัดถึงความตกใจ ดีใจ และสงสัยในคราเดียว ขยับยิ้มบางส่งให้ แล้วหันโบ้ยหน้าไปหาเพื่อนรักแล้วกล่าวเบาๆ พร้อมหันหน้ากลับมา

“แลกที่นั่งกับไอ้หมอนี่.... โอเคไหม? ”

คยูฮยอนคลี่ยิ้มถูกใจ ขยับกายลุกขึ้นจากที่นั่ง ก้าวเท้าเดินออกมายืนตรงหน้า ก่อนจะหันหลังให้คว้าหยิบกระเป๋าสองใบมาถือแล้วหันมาส่งให้รับ..หวนนึกถึง เรื่องสมัยก่อนครั้งที่คบกัน ที่จะต้องคอยรับของไปถือให้เสมอๆ

รับของไปถือ พาเดินนำร่างโปร่งบางมานั่งที่ของตน แล้วหันไปพงกศีรษะขอบคุณเพื่อนรักที่ยิ้มบางๆ รับแล้วปิดเปลือกตาหลับเสียตั้งแต่เครื่องไม่ทันจะขึ้น ส่วนตัวเองเดินมาหยุดอยู่ระหว่างทางเดินตรงบริเวณที่นั่งของตน ผายมือให้คยูฮยอนเข้าไปนั่งก่อน จะยัดสัมภาระไว้ในที่เก็บ แล้วขยับกายเข้าไปทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผินใบหน้าหันไปมองดวงหน้าหวานกระจ่างที่แลดูหมองกว่าครั้งก่อน กายบางผ่ายผอมลงกว่าเดิม คิ้วเผลอขมวดเสียยุ่ง ถือวิสาสะ แตะมือเรียวเรียกให้เจ้าตัวหันใบหน้าจากหน้าต่างกลับมามองหน้ากัน

“...ไม่สบายหรือไง? ดูซูบๆ ลงนะ”

ไม่คิดว่าคำพูดของตัวเองจะทำให้ดวงหน้าหวานใสเซียวลงกว่าเก่า เจ้าตัวหรุบตาลงมองมือที่บีบเข้าหาเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มบางเบา..หากกลับดูเศร้าเสียจนหัวใจกระตุกวูบ

“....ฉันสบายดี”

เพราะรู้จักดี..รู้ดี คนตรงหน้าดื้อขนาดไหน ถ้าไม่ตายกันไปข้างนึงก็คงจะเค้นความลับกันไม่ได้ ก็ได้แต่ถอนหายใจหนักๆ แล้วพิงศีรษะลงกับพนักพิงพริ้มตาลงช้าๆ หากมือที่แตะวางบนหลังมือนุ่มยังคงไม่ได้เคลื่อนจากไปไหน ยังคงวางทาบทับไว้เช่นนั้น..นานจนใกล้จะเข้าสู่ห้วงนิทรา มือเรียวอีกข้างก็สอดประสานนิ้วเข้าเกี่ยวไว้ พิงศีรษะเล็กวางลงบนไหล่ตนแล้วเข้าสู่ห้วงนิทรา คนที่กำลังจะหลับตานอนจำต้องฝืนเปิดเปลือกตาขึ้นมา เพ่งพิจมองดวงหน้าหวานระยะประชิด เห็นแพขนตาเรียงตัวสวยรับกับเปลือกตาสีมุก ดวงหน้าหวานหมดจด จมูกโด่งรั้นรับกับพวงแก้มขาวเนียน และริมฝีปากสีแดงสุกน่าลิ้มรส เผลอจดจ้องอยู่นานสองนาน จนสุดท้ายเผลอไล้มือข้างที่ว่างเกลี่ยปอยผมนุ่มสีน้ำตาลอ่อนที่ละแก้มใสออก แผ่วเบา สูดกลิ่นหอมคุ้นกาย..ก่อนจะพริ้มตาหลับจมเข้าสู่ห้วงนิทราตามไป

ตื่นขึ้นมาอีกที เรือนร่างบอบบางที่นอนพิงแนบกายก็หายไปเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงแต่กลิ่นโคโลญจน์คุ้นเคยกับกระดาษแผ่นเล็กที่ถูกแทนที่อยู่ใน มือข้างที่เคยสอดเกี่ยวประสานกันไว้เมื่อครั้งก่อนจะผล็อยหลับไป ไม่ทันจะได้หยิบอ่าน เพื่อนสนิทก็เดินตรงเข้ามาเรียกให้ลุกออกจากที่นั่ง แล้วเดินลงจากเครื่องบินเหยียบย่างลงบนผืนแผ่นดินประเทศไทยอีกครั้ง

มาจนถึงตอนนี้ก็หวนนึกได้ หยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา เปิดออกขยับเรียวนิ้วหยิบกระดาษแผ่นเล็กขึ้นมาไว้ในระดับสายตา ไล่กวาดตาอ่านทุกตัวอักษรที่ถูกเขียนลวกๆ ด้วยลายมือหวัดๆ ที่ดูอ่านยาก หากสำหรับตนเอง..ไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด ออกจะคิดถึงด้วยซ้ำ ลายมือ..แบบนี้น่ะ
ระบายยิ้มจางๆ กรีดนิ้วเก็บกระดาษแผ่นสำคัญในสายตา..หากดูไร้ค่าสำหรับคนอื่น ยัดลงในกระเป๋าสตางค์เก็บใส่กระเป๋ากางเกง ลุกขึ้นเร็วไว เมื่อทุกองค์ประชุมอยู่พร้อมเพรียง เร่งก้าวเท้าตามคณะทำงานร่วมยี่สิบชีวิตทั้งจากเกาหลีและไทย ตรงเข้าไปยังส่วนห้องประชุมที่อยู่ในชั้นเดียวกัน จัดการนำเสนองานที่ปั่นหัวซุกหัวซุนเมื่อวานให้กับหัวหน้าคณะทำงานของ ทางบริษัทตน รวมถึงแจกจ่ายฉบับสำเนาให้กับทุกคน ขยับกายลุกขึ้นยืน ต่ออุปกรณ์โน้ตบุ๊คเข้าให้ฉายไปยังจอโปรเจคเตอร์ กล่าวพรีเซนต์งานร่วมกับเพื่อนร่วมงานอีกสองคนที่มาทำงานด้วยกันคราวก่อน... ทำมันให้ดีที่สุด เผื่อจะได้มีเวลาเหลือ..บ้าง








กว่าจะประชุม ทานอาหารร่วมกัน พูดคุยกระชับมิตรกันจบ เข็มสั้นของนาฬิกาก็ล่วงเข้าสู่เลขเก้าเสียแล้ว เก็บกระเป๋าโน้ตบุ๊คขึ้นไปวางไว้ในห้อง ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกครั้งเป็นเสื้อยืดสบายๆ กับกางเกงขาสี่ส่วน กับรองเท้าแตะง่ายๆ คว้าหยิบกระเป๋าตังค์ โทรศัพท์มือถือ และกุญแจห้องติดตัวมา ก่อนจะลงลิฟต์มายังชั้นล่างของตัวรีสอร์ทหรูที่อยู่ใกล้เคียงกับบริเวณที่จะ ทำเป็นรีสอร์ทของโปรเจ็คนี้ ย่างเท้าเหยียบพื้นทรายนุ่มละเอียด ตรงเข้าไปเหยียบบนพื้นทรายที่แลถูกคลื่นน้ำซัดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่า หยิบเอามวนบุหรี่ที่มักจะติดตัวมาบ่อยๆ ขึ้นจุดส่งเข้าริมฝีปากอัดควันสีขาวอมเทาเข้าเต็มปอด ก่อนจะปล่อยออกมาจากริมฝีปากให้ลอยคละคลุ้งไปกับสายลม เดินทอดน่องเลาะไปตามชายฝั่ง ให้ผืนน้ำทะเลซัดผ่านลูบปลายเท้าเล่น

สายลมจากท้องทะเลพัดผ่านปะทะร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า กลิ่นฝนจางๆ ลอยโชยเข้าจมูกปะปนกับกลิ่นเค็มจากทะเล หยุดเท้าลงหยัดยืนตรง เงยใบหน้าขึ้นมองผืนนภาสีมืดมิดที่แลมีกลุ่มก้อนเมฆาจับกลุ่มตั้งเคล้า เตรียมพร้อมที่จะปล่อยสายวรุณเทกระหน่ำลงมาได้ทุกเมื่อ คิดได้ดังนั้น ก็ไม่รอช้า ทิ้งมวนบุหรี่ในมือลงเหยียบพอให้ดับ แล้วจึงเร่งก้าวเท้าหมายจะตรงกลับไปยังที่พัก หากถ้าสายตาไม่ไปสะดุดกับหลังไวๆ จากอีกฝากฝั่งไกลๆ เกือบสุดสายตา เท้าหยุดก้าวชะงัก กระพริบตาปรับโฟกัสให้มองภาพแสนไกลนั่นให้ชัดขึ้นบ้าง หากกว่าจะมารู้ตัวอีกที..เท้าก็เบนเปลี่ยนเป้าหมาย ก้าวตรงไปยังอีกฝากฝั่ง ที่ไกลจากที่พักราวๆ สองสามร้อยเมตรได้แล้ว

..หากเมื่อมาถึง กลับหาใช่คนที่คิดถึงไม่ แค่ดูคล้าย หากไม่ใช่คนเดียวกัน..

...นี่ฉันเพ้อคิดถึงนาย ขนาดมองคนอื่นเป็นนายเลยงั้นหรือ?..


ระบายยิ้มขัน หันหลังกลับ ตั้งท่าจะเดินต่อ สายฝนก็เทกระหน่ำลงมาเสียแล้ว จากที่ตั้งใจว่าจะเร่งเดินกลับที่พักเร็วไว แล้วนอนอีกสักตื่นสองตื่นเตรียมพร้อมต่อสู้กับงานในวันรุ่งขึ้น และวันต่อๆ ไป..แต่ก็จำต้องพับโปรแกรมเก็บไว้ในกระเป๋า แล้วหยิบโปรแกรมสำรองขึ้นมา เร่งก้าวเท้าไม่รีรอใดๆ ตรงเข้าหยัดยืนอยู่ในส่วนล็อบบี้ของรีสอร์ทใกล้ๆ มองหาสถานที่ที่จะใช้นั่งรอให้สายฝนหยุดตกแล้วจึงกลับ สายตาก็ปราดมองตรงไปยังคาเฟ่เล็กๆ ที่อยู่อีกมุมที่ห่างออกไปไม่ไกลจากเคาเตอร์ประชาสัมพันธ์

ก้าวเท้าตรงเข้าไปทิ้งตัวนั่งบนชุดโต๊ะไม่ใกล้ไกลจากตรงเคาเตอร์ของร้าน ยกมือเช็ดเม็ดฝนตามแขนตามหน้าตามเส้นผม ก่อนจะเงยหน้าขึ้นไป เห็นพนักงานตัวบางๆ อายุคงประมาณวัยเด็กมัธยม ในมือถือเมนูยื่นส่งให้ แล้วจึงฉวยสมุดเล่มเล็กกับปากกาขึ้นมาตั้งท่าเตรียมจด ยื่นมือไปรับเมนูมายิ้มๆ ไล่สายตากวาดมองในส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษ ไล่อ่าน..จนมาสะดุดกับเครื่องดื่มร้อนๆ ที่แค่อ่านก็หวนนึกถึงกลิ่นของมันได้ ไม่รอช้า เงยหน้าขึ้นสั่งเครื่องดื่มร้อนๆ กับพนักงานตัวเล็กตรงหน้า

“Café Mocha”

เด็กชายพยักหน้ารับแข็งขัน ก้มลงจดยุกยิกๆ บนกระดาษสมุดในมือ ทำท่าว่าจะถามต่อ หากเจอคุณลูกค้าส่ายหน้าช้าๆ ก็จำต้องพยักหน้ารับ แล้วเดินไปส่งรายการที่เคาเตอร์ให้กับเจ้าของร้านที่กำลังจัดการเสกสรรกาแฟ กลิ่นหอมอบอวล.. ขยับยิ้มจาง สูดกลิ่นกรุ่นที่หอมละมุน หวนนึกถึงร้านกาแฟที่มักจะแวะกินทุกเช้าก่อนเข้าเรียน..กับคนสำคัญ ที่บัดนี้ก็ยังคงสำคัญอยู่ไม่เปลี่ยน

ตากวาดมองมุมเล็กๆ ที่ขายเครื่องดื่มตรงนี้ เห็นผู้คนประปราย นั่งลิ้มละเลียดกาแฟหอมๆ กับเค้กก้อนเล็ก ไม่ก็คุกกี้ในจานแลดูน่าทาน พบพาลเพียงแค่นักท่องเที่ยวชาวตะวันตก กับนักท่องเที่ยวจากฝั่งเอเชียด้วยกันเอง... ในใจลึกๆ แอบหวังจะได้ลิ้มละเลียดเครื่องดื่มร้อนๆ กับคนสำคัญคนเดิมที่มักจะนั่งตรงข้าม ลิ้มรสเครื่องดื่มสุดโปรด กับเค้กอุ่นๆ ชวนคุยนู่นนี่ สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มไม่จางหาย

มโนภาพเก่าๆ ไหลย้อนเข้ามาไม่ขาด รอยยิ้มเอง..ก็ไม่จางหายเช่นกัน ยังรู้สึกเหมือนกับยังเป็นนักศึกษา นั่งดื่มกาแฟร้อนๆ ก่อนจะเข้าเรียนด้วยกันอยู่เลย.. คิดถึงกลิ่นกาแฟหอมๆ กลิ่นเค้กจางๆ รวมถึงกลิ่น.....โคโลญจน์..คุ้นเคย?

กำลังถามตัวเองว่า เบลอถึงขั้นเพี้ยนขนาดได้กลิ่นคุ้นเคยนี่ได้อย่างไร แล้วจู่ๆ คำตอบก็ล่องลอยผ่านหน้าไปเสียแล้ว หัวใจเต้นโครมคราม รู้สึกเหมือนเบลอๆ สมองมันโล่งๆ รู้สึกตัวก็เมื่อ.. เผลอเอื้อมมือคว้าข้อมือเรียวเล็กนั้นไว้เสียแล้ว ดวงหน้าหวานแสนคิดถึง แม้เพียงห่างกันไม่ถึงวัน..กลับรำพึงคิดถึงตลอด ระบายยิ้มเสียเต็มแก้ม เมื่อดวงหน้าหวานใสตรงหน้า..เป็นของแท้ ของจริง จับต้องได้...ใช่ จับต้องได้จริงๆ ไล้มือลูบแก้มใสตรงหน้าอย่างเบามือ สบประสานตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะเป็นคนงามตรงหน้าที่ขยับริมฝีปากอิ่มเอ่ยพูด

“...นาย.. พักที่นี่เหรอ? ”








“ฉันพักที่รีสอร์ทใกล้ๆ นี่แหละ”


ระบายยิ้มกว้างกว่าเก่า เมื่อดวงหน้าหวานขยับยิ้มแล้วพยักหน้าหงึกหงักเป็นอันเข้าใจ ขยับมือข้างที่ฉวยคว้าข้อมือเล็ก ถือวิสาสะดึงร่างเพรียวให้มานั่งร่วมโต๊ะเสียเลย จัดแจงเลื่อนเก้าอี้ให้นั่ง แล้วลากขามาทิ้งตัวนั่งฝั่งตรงข้าม

...ภาพเก่ามันซ้อนทับอีกครั้ง...

“คิดถึง...สมัยยังเรียนมหาลัยฯ นะ”

“หึ.. อย่าไปคิดถึงมันเลย เรื่องเก่าๆ น่ะ”

เสียงทุ้มหวานเอ่ยถ้อยคำชวนมุ่นคิ้ว ส่ายหน้ากับตัวเองเบาๆ ด้วยเพราะนึกย้ำตัวเองขึ้นได้...เพราะพูดถึงเรื่องสมัยตอนเรียน มันก็ต้องนึกถึงเรื่องนั้น.. ไม่แปลก..ไม่แปลกเลยจริงๆ ที่ดวงตาหวานจะฉายอาการไม่สบอารมณ์หน่อยๆ ออกมา เอื้อมมือวางลากนิ้วบนหลังมือนุ่ม ลากปลายนิ้วเขียนตัวอักษรบนหลังมือเป็นชื่อตนตรงหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองสบดวงตาสีนิล คลี่ยิ้มส่งให้

“เล่นอะไรของนาย... ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ”

เผลอหลุดขำออกมาเบาๆ คยูฮยอนคนเก่า..ที่แสนคิดถึงคนนั้นกลับมาแล้ว คยูฮยอนที่โมโหง่าย จุดเดือดต่ำ ปากร้าย.....แต่ใจดี

ตั้งท่าจะฉวยมือเล็กขึ้นแนบริมฝีปากจุมพิต เด็กชายคนเดิมก็เดินมาพร้อมกาแฟสองถ้วยที่สั่งเพิ่มไปก่อนหน้านี้ เด็กชายสะดุดกึก ยืนอยู่ตรงหน้า ดวงตาสีดำซื่อมองดูคนทั้งสองบนโต๊ะแล้วเกิดอาการทำอะไรไม่ถูก เห็นท่าทีงกๆ เงิ่นๆ ของเด็กชายชาวไทยคนนี้แล้วก็หลุดขำ ยกมือบางแตะริมฝีปากเร็วๆ ไม่รอให้อีกฝ่ายได้แว๊ดโวยวายอะไร รีบฉวยกาแฟสองถ้วยในถาด กับจานเล็กที่มีคุกกี้เนยถั่วไม่กี่ชิ้น วางลงบนโต๊ะเองเสียเลย

แล้วก็ต้องแปลกใจ เลิกคิ้วมองหน้าคนคุ้นเงยติดจะงง สงสัย และอดไม่ได้เลยที่จะเอ่ยถามถึงท่าทีนิ่งๆ ไม่โวยวายอะไรแบบนั้น

“..นายไม่สบายหรือเปล่า? แต่ก่อนฉันทำแบบนี้กับนาย นายต้องด่าฉันยับ..ไม่ใช่? ”

คยูฮยอนได้ฟังก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ แนบสองมือกับถ้วยกาแฟสุดโปรด ค่อยๆ ยกแนบแตะริมฝีปากลิ้มละเลียดรสของเจ้าคาเฟ่มอคค่านั่น ก่อนจะละวางลงบนจานรอง เปิดฝาโถน้ำตาล บรรจงตักน้ำตาลใส่ถ้วยสามช้อนแล้วจึงคนจนพอใจ

“.....ก็เพราะว่านั่นน่ะ มันเป็น ‘แต่ก่อน’ น่ะสิ .....และตอนนี้..มันก็คือตอนนี้”

คยูฮยอนว่าเสียงนุ่ม ก่อนจะยกถ้วยกาแฟแตะแนบริมฝีปากอิ่มลิ้มรสคาเฟ่มอคค่า กาแฟในดวงใจของเจ้าตัวไปเรื่อย..ปล่อยให้คนนั่งฝั่งตรงข้ามถอนหายใจหนักๆ ฉวยยกถ้วยกกาแฟตรงหน้าขึ้นลิ้มรสบ้าง

บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบ.. แม้จะนั่งอยู่กันตรงข้าม หากกลับเหมือนนั่งอยู่แสนห่างไกล ต่างฝ่ายต่างเลือกที่จะเงียบ จมอยู่กับห้วงความคิดไกลแสนใจ.. ไม่มีใครคิดจะเอ่ยเริ่มบทสนทนาให้ดำเนินต่อ กาแฟในมือใหญ่พร่องลงไปกว่าครึ่ง ขยับถ้วยวางลงบนจานรอง ฉวยหยิบคุกกี้ที่คนนั่งฝั่งตรงข้ามสั่งคู่กับกาแฟ ส่งเข้าปากเคี้ยวลิ้มรสหวานมันกลมกล่อมลงคอ เผลอยิ้มถูกใจ ตั้งใจจะฉวยหยิบอีกสักชิ้น หากมือเรียวกลับคว้าไว้ได้เสียก่อน

“นายกินชิ้นนี้สิ..”

มือเรียวอีกข้างคว้าหยิบคุกกี้ชิ้นสุดท้ายส่งให้มือใหญ่ที่ยื่นมารับ ดวงตาสอดประสานกันอีกครา.. ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองใดๆ หากถ้าสังเกตให้ดี ดวงตาสีนิลสวยตรงหน้าฉายสะท้อนภาพตัวเองอยู่

หากอีกฝากฝั่งของหัวใจ กลับสั่งห้ามไม่ให้คิดเข้าข้างตัวเองให้มาก เพราะยังไง..คยูฮยอนคนนี้ก็คงไม่ใช่ของตนอยู่ดี คนรักของคยูฮยอนเป็นคนดี เป็นรุ่นพี่ที่น่าเคารพ เป็นคนเก่งชนิดหาตัวจับยา....เพราะว่าเป็นแบบนี้ ถึงได้ไม่อยากยกตัวขึ้นเทียบ

อีกเสียงในใจสั่งดังลั่นไปทั่วทั้ง หัวใจ สูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตายังคงสอดประสานมิได้หลบหลีกไปไหน ริมฝีปากเปิดออกพ่นคำถาม..ตามที่เสียงหนึ่งในใจสั่งให้ถาม

“คยูฮยอน..... นายมาคนเดียวแบบนี้ พี่ฮันคยองไม่ว่า....เหรอ? ”

เสียงถ้วยกระเบื้องกระทบเข้ากับจานรองกระเบื้องเข้าชุด นัยน์ตาสีนิลไหววูบสั่นระริกเสเบนหนี คนมองหัวใจหล่นตุบลงไปกองกับพื้น แค่มองก็รู้สึก..เศร้าตาม คยูฮยอนปิดเปลือกตาลงช้าๆ ก่อนจะหันหน้ากลับมาเปิดเปลือกตามุกขึ้น ดวงตาสีรัตติกาลแสนรักทอดมองมาอย่างไม่หลบหลีก

“...เขาไม่ว่าหรอก”

“หืม? ”

“ไม่มีอะไรหรอกน่า... เฮ้อ ฝนตกหนักเลยแฮะ”

..จะบอกว่าไม่ให้ใส่ใจก็ไม่ได้..

..แต่จะทวงถาม เค้นให้พูดก็ไม่ได้อีกนั่นล่ะ..


ผินใบหน้าหันไปตามทิศที่ดวงหน้าหวานหันไป สายฝนเทกระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา ทะเลยามค่ำคืนว่าน่ากลัวแล้ว..หากยามสายฝนโหมกระหน่ำลงมาขนาดนี้ คงจะน่ากลัวกว่าหลายเท่าตัว ทอดสายตามองแล้วเริ่มเกิดอาการกังวลหน่อยๆ เกรงว่า ถ้าตกหนักแบบนี้ต่อไปทั้งคืน.....แล้วจะไปซุกหัวนอนที่ไหน

ลำพังเงินที่พกติดตัวมาก็คงจะไม่พอสำหรับค่าห้องพักของที่นี่ได้ ดูจากภายนอก รวมทั้งการตกแต่งภายในดูเรียบๆ แต่แฝงความหรูไว้แบบนี้ ราคาก็คงจะไม่ใช่น้อยๆ เลย เพราะคิดจะมาเดินเล่นตากลม เดินคลายเครียดปล่อยอารมณ์ไปเพลินๆ แต่ไปๆ มาๆ กลับได้มานั่งแหง่กอยู่ที่รีสอร์ทใกล้ๆ เสียได้.. เพราะแค่คิดจะพกเงินติดตัวมานิดหน่อย เผื่อซื้ออะไรเล็กๆ น้อยๆ เลยกลายเป็นว่า เป็นพวกเงินก็ไม่มี แล้วคืนนี้ยังอาจจะได้นอนเฝ้าล็อบบี้แน่ ถ้าฝนตกตลอดทั้งคืนแบบนี้ต่อไป

“แล้วแบบนี้...นายจะกลับที่พักนายได้ไง? ”

เสียงทุ้มหวานดึงให้กลับเข้าสู่โลกแห่งความจริง เสียงสายฝนกระทบพื้นดังเข้ามาได้ยินถึงข้างใน หากเสียงคนตรงหน้าแม้พูดเสียงเบาแต่กลับชัดเจนในโสตประสาท กลอกตาใช้ความคิดอยู่นาน ตั้งใจว่าจะลองคุ้ยกระเป๋าตังค์ดูว่าเผื่อจะติดบัตรเครดิตมาสักใบ กลับต้องหยุดชะงัก..มือที่กำลังล้วงกระเป๋าตังค์จากกระเป๋ากางเกงมันเหมือน หมดแรง ทำกระเป๋าตังค์หล่นไปเสียอย่างนั้น เมื่อได้ยินน้ำเสียงทุ้มหวานเอ่ยถ้อยคำออกมาแบบนี้

“งั้น...ค้างด้วยกันก่อนไหม? ”

ทวนถ้อยคำประโยคในใจ เบือนหน้าละจากใบหน้าหวาน ก้มลงไปหยิบกระเป๋าตังค์ขึ้นมา คลี่เปิดดูข้างใน...หากกลับพบเพียงเงินจำนวนน้อยไม่พอสำหรับค่าห้อง แล้วยังไม่มีบัตรเครดิตในนี้เลยสักใบ

ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้.. แม้ในใจลึกจะแอบหวังไว้จะได้อยู่ด้วยกันนานๆ หากอีกใจก็สั่งให้ปฏิเสธคำชวนนั่นซะ บนพื้นที่ภายในใจออกจะสับสนระคนดีใจ ไม่กล้าเลือกคำตอบไหนสักอัน และเป็นมือเรียวที่ดึงรั้งให้ลุกขึ้นยืนตามนี่ล่ะ

“ไม่ต้องคิดมากน่า นายน่ะ..แค่เลี้ยงกาแฟฉันก็พอ”

ริมฝีปากคลี่ยิ้มสว่างไสวส่งให้ กระชับมือที่จับไว้ สอดนิ้วประสานกุมมือใหญ่..ที่เผลอคล้อยตามกุมกลับเสียแน่น ขายาวก้าวประชิดร่างบางตรงหน้าเอ่ยขอบคุณแผ่วเบา ก่อนจะออกเดินตรงไปยังเคาเตอร์ส่งผลให้คนที่กระชับจับมือไว้ต้องเดินตามมา อย่างช่วยไม่ได้

 

 

 

ห้องพักหมายเลข 1013 ถูกเปิดออกด้วยมือบางของเจ้าของห้อง ร่างสองร่างเดินเข้าไปข้างในโดยที่มือทั้งสองข้างของคนสองคนยังไม่ได้ปล่อย ออกจากกัน สัมผัสอุ่นบนฝ่ามือแผ่ซ่านจนเกินกว่าจะดึงมือออกมาวางข้างกาย

หากมือเรียวบางกลับเลือกที่จะเป็นฝ่ายปล่อยออกไปเสียเอง ร่างเพรียวเดินผละออกไปเปิดม่าน กอดอกทอดสายตามองผืนนภาสีแดงกล่ำ หยาดฝนเม็ดโตเทลงมาไม่ขาด ถ้าหากคืนนี้ไม่เป็นคืนเดือนมืดก็คงดี อย่างน้อยก็ไม่รู้สึกหนาวเหน็บแบบนี้.. ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร เพียงคิดว่าหนาว ก็เผลอก้าวเท้าตรงเข้าไปสวมกอดร่างโปร่งบางจากข้างหลังเสียแล้ว

“นายมาไทยคราวนี้.. จะกลับวันไหนน่ะ”

มองเสี้ยวหน้าหวานที่แย้มยิ้มบางประดับริมฝีปาก เผลอหลุดยิ้มตาม แนบแก้มตัวเองกับแก้มเนียนของคนในอ้อมกอด กระชับแขนกอดเอวบางให้แนบกาย

“คิดว่า...คงจะเดือนหน้าล่ะมั้ง”

“นานเหมือนกันนะ.. แต่ก็น่าอิจฉานายนะ”

“หืม? ”

“นายได้ทำงานที่ชอบ แล้วยังได้ทำงานที่แบบนี้น่ะ.... ฉันล่ะอิจฉา ฉันอยากทำงานไป..เที่ยวไป..เล่นไป...บ้าง”

พลิกกลับกายโปร่งให้กันมาหากัน มือทั้งสองข้างที่วางบนเอวบางถูกเลื่อนขึ้นไล้ผิวแก้มเนียน รอยยิ้มยังคงไม่จางหาย..และจะยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิมเมื่อริมฝีปากสีสวยตรง หน้าวาดออกเป็นยิ้มหวานส่งให้ มือเรียวโอบรั้งแตะท้ายทอยของตน

“...จูบ......ได้ไหม? ”

เป็นอีกครั้งที่หัวเราะออกมาแบบนี้ ทั้งตกใจและดีใจ คิดถึง..คยูฮยอนขี้เมาในคืนนั้นเสียจริง ทั้งที่วันนั้นบทจะจูบก็จูบเลย ไม่คิดจะขอ พอมาวันนี้กลับคิดจะเริ่มกันอีกครั้ง แล้วยังมีหน้ามาถามอีกนะ

...เมากาแฟหรือไง?...

ขยับเคลื่อนใบหน้าลงต่ำเรื่อยๆ หากคงจะไม่ทันใจหรือไร มือเรียวรั้งกดท้ายทอยลงให้ใบหน้าคมเคลื่อนเข้าใกล้แตะแนบริมฝีปากอิ่ม ประทับจุมพิตริมฝีปากหยักสวย..นุ่มนวล..โหยหา..ลึกซึ้ง ก่อนเจ้าตัวจะผละออกนิดๆ แล้วขยับเคลื่อนเข้ามาใหม่คราวนี้ไม่ยอมให้อีกฝ่ายได้รุก ริมฝีปากคมเป็นฝ่ายมอบจุมพิตปรนเปรอบนริมฝีปากอิ่มอย่างไม่รู้จบ ก่อนจะแทรกเรียวลิ้นเข้าไปสำรวจแทบทุกตารางนิ้วในโพรงปากร้อน แล้วตวัดเรียวลิ้นเล็กตอบรับสัมผัสอย่างรู้หน้าที่..มอบความสุขรสขมอบอวลไป ทั้งโพรงปาก

ดวงตาสีนิลเปิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้หางตาปริ่มไปด้วยหยาดน้ำตาที่คลอหน่วงใกล้จะหยดเผาะลงอาบแก้มเต็มทน เห็นแล้วจึงจำต้องผละริมฝีปากออกมา ไล้ปาดนิ้วแตะหางตาแผ่วเบา จนคนถูกสัมผัสรู้สึกตัวได้ มือเรียวยกปัดมือใหญ่ออก สะบัดใบหน้าหนีย่ำเท้าหมายจะเดินตรงเข้าไปยังบานประตูใกล้ๆ เห็นแล้วไม่รอช้าเร่งก้าวเท้าตรงเข้าไปคว้ากอดเอวบางได้ทันท่วงที กระซิบเอ่ยถ้อยคำน้ำเสียงห่วงใยข้างใบหูเล็กพร้อมแต้มจุมพิตบางเบา

“เป็นอะไรหรือเปล่า...ร้องไห้ทำไม? ใครทำอะไรนาย? ”

มือเรียวยกแตะที่แขนคนกอด วางทาบลงไว้อย่างนั้น..ก่อนจะเผลอบีบแขนแข็งแรงนั่น..แรงขึ้นเรื่อยๆ หยาดน้ำตาล่วงไหลอาบแก้มเนียนเรื่อยลงหยดบนแขนคนกอด ความรู้สึกเย็นชื้นที่แขนเรียกให้ซีวอนกระชับกอดแรงขึ้น เร่งเร้าที่จะถามเอาความให้ได้..ด้วยเพราะหัวใจร้อนรนเจ็บปวดไม่น้อยกว่า

“คยูฮยอน..นายบอกฉันมาสิ นายเป็นอะไร..นายร้องไห้ทำไม”

ไม่มีเสียงสะอื้นไห้ จะมี..ก็แต่เสียงหัวเราะขื่น ร่างเพรียวหันไปหาเจ้าของอ้อมกอด ฝังใบหน้าลงบนไหล่ลาด วาดแขนกอดเอวหนาไว้แน่น ไหล่หนาเปียกชื้นไปด้วยน้ำตาที่ไหลไม่ขาด คยูฮยอนทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้..นานจนแทบขาดใจ คยูฮยอนยอมหยุดร้องไห้แล้ว หากร่างสองร่างยังคงกอดไว้ไม่คลาย ดวงหน้าหวานฝังลงบนไหล่ลาดไม่ได้ผละไปไหน ริมฝีปากที่ช้ำเจ่อขยับออกช้าๆ เอ่ยออกมาเสียงพร่า หากไม่ได้สำคัญเลยสักนิด...หากถ้าเนื้อความที่พูดออกมานี่.....

“...เลิกกันแล้ว ฉันเลิกกับพี่ฮันคยองแล้ว....เลิกกันแล้ว...หึ”

สมองประมวลถ้อยคำจากน้ำเสียงทุ้มหวานที่ดังกระทบโสตประสาตนับครั้งไม่ถ้วน ดวงตาเบิกกว้าง..ค้าง มองดวงหน้าสวยที่ยังเปื้อนเปรอะไปด้วยหยดน้ำตา ปากสั่น มือสั่น...คิดทบทวนว่า ความรู้สึกในใจ ตอนนี้มันเป็นอย่างไร... เสียใจ?...ดีใจ?

..ดีใจทั้งที่คนตรงหน้าร้องไห้แทบแตกสลาย..

..เสียใจ..ทั้งที่คนตรงหน้าไม่ได้ร้องไห้เพื่อตนเอง หากร้องไห้เพื่อ...คนอีกคน


ดึงผละดวงหน้าหวานใสออกมาเชื่องช้า เลื่อนปลายนิ้วขึ้นแตะเช็ดคราบน้ำตา ทั้งที่เปลือกตา และแก้มใส ละเลียดไล้นิ้วเช็ดแผ่วเบานานจนกระทั่งมือขาวของคยูฮยอนกำมือซีวอนไว้แน่น แล้วจึงดึงมือใหญ่ละออกมาวางที่เอวตนเองแทน ริมฝีปากสีแดงสุกขยับยิ้มเศร้าสร้อย

“...ซีวอน นาย..ช่วยอะไรฉันหน่อยได้ไหม? ”

นัยน์ตาคมก้มลงสบนัยน์ตาหวานแทนการตอบตกลง อยากจะช่วย..อยากจะทำอะไรสักอย่าง..ทำให้หยาดน้ำตาของคนตรงหน้า...แห้งหมดไป เสียที ไม่อยากเห็น ไม่อยากจดจำ..ภาพตรงหน้าคนที่หัวใจของเขายังร่ำว่ารัก..กำลังร่ำไห้น้ำตาไหล ไม่ขาด และจะไม่สนใจและใยดี..กับเหตุผลของการเลิกลา ..จะยินยอม...ยินยอมทำตามทำทุกอย่าง หากเพื่อว่า...จะได้เห็นรอยยิ้ม....แห่งความสุข

“ช่วย...อยู่กับฉัน....คืนนี้..นะ”

“ได้.. ฉันสัญญา...ฉันจะอยู่กับนาย....”

แม้นไม่รู้สาเหตุการเลิกลาของคนทั้งสอง หากเพียงถ้าคนที่เขายังรักนั้นร่ำเขาให้เขาอยู่ด้วย..ต่อให้ต้องเสียอะไรอีก ซีวอนก็ยอม ริมฝีปากหยักสวยแต้มด้วยรอยยิ้มบางๆ ขยับเคลื่อนเข้าใกล้แนบชิดเบียดรับรสชาติหวานละมุนของกลีบปากสีหวานอีกครั้ง มอบจุมพิตอ่อนนุ่ม..อ่อนโยน..อ่อนหวาน ซีวอนค่อยๆ ละเล็มเลียดกลีบปากอิ่มสวยตรงหน้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป จากบางเบา..อ่อนหวาน..เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรง..ดูดดื่ม ริมฝีปากทั้งสองคลอเคลียแนบชิดแลกรสสัมผัสอย่างหลงใหล ร่างกายแทบลุกเป็นไฟ มือใหญ่ไล้กายบางค่อยๆ จัดการกับอาภรณ์หลายชิ้นบนกายบางออกอย่างคล่องแคล่ว

กว่าจะมารู้ตัวอีกทาง บานประตูห้องนอนที่แยกเป็นสัดส่วนถูกเปิดออกตอนไหนไม่ทราบ เรือนร่างเปลือยเปล่าทั้งสองทิ้งตัวนอนคร่อมทับกันอยู่บนเตียงนุ่ม ริมฝีปากคลอเคลียเบียดชิดกันไม่ขาด แลกจุมพิตร้อนก่อนจะผละลากลิ้นร้อนลงมาตามซอกคอขาว..เผลอตัวเผลอใจขบเม้ม สร้างรอยสีกุหลาบแลดูน่ามองเสียกว่า..ลำคอขาวผ่องไร้การแต้มสี เห็นก็อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึง เมื่อครั้งคราวก่อนที่ได้มีโอกาสครอบครองเรือนร่างน้อยร่างนี้......คยูฮยอน ของเขาช่างบริสุทธิ์สะอาดราวกับแก้วเปราะบางใสเสียเหลือเกิน ยิ่งกอดรัดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งกลัวว่าจะแตกสลาย อีกทั้งยังมิกล้าสร้างร่องรอยใดๆ ให้ปรากฏแก่เรือนร่างนี้ด้วยเพราะกลัวว่า...คนรักของคนในอ้อมกอดคนนี้จักรู้ และช่องทางสีหวานเมื่อครั้งนั้น...สมองยังคงตราตรึง ช่องอุ่นร้อนที่ตอดรัดราวกับไม่เคยต้องผ่านชายใดเลย

มาจนถึงตรงนี้ โคลงศีรษะขึ้นจากแผ่นท้องแบนราบที่สร้างร่องรอยสีหวานไว้แทบจะทุกจุดทุก ตารางบริเวณในร่างกายขาวผ่อง มือหนาไล้จับแก่นกลางที่แข็งขืนน้อยๆ ไล้ขึ้นลงแผ่วเบาแช่มช้า คยูฮยอนบิดกายเร่าเมื่อมือหนาที่กอบกุมส่วนอ่อนไหวค่อยๆ เร่งจังหวะเร็วขึ้นอีก ซีวอนขยับโน้มใบหน้าลงคลอเคลียกับพวงแก้มใส เงี่ยหูฟังเสียงครางหวานสุขใจจากริมฝีปากน้อยที่เผยอเปิดออกครางหวิว มือเรียวบางแนบวางบนกลุ่มผมนุ่มสีสนิทของเขาขยุ้มไว้ราวกับต้องการที่ยึด เกาะ

“..คยูฮยอน...ฉันรักนาย.....รักนาย..นะ”

“อา...อา......รู้แล้ว...น่า.....อึ่ก...”

คนฟังหอบเสียงสั่นพร่า ริมฝีปากสีหวานที่ครางสุขสมพยายามอย่างยิ่งที่จะกลั่นถ้อยคำออกมาช้าๆ ก่อนจะร้องเสียงหลงเมื่อดวงหน้าคมเข้มละผละออกมาช้าๆ มือหนาที่ไล้แก่นกายบางเลื่อนขึ้นแตะหยดน้ำที่ปริ่มออกมาหน่อยๆ ใช้ของเหลวนี้แทนการเบิกช่องทางสีหวานเพื่อลดการเสียสีฉีกขาด ไล้ของเหลวสีขาวขุ่นลงบนบริเวณช่องทางสีหวานก่อนจะแทรกเรียวนิ้วเข้าไปช้าๆ รอจนดวงหน้าหวานคลายความทรมานลงแล้วจึงค่อยๆ ขยับนิ้วช้าๆ รอฟังเสียงหวานครางจับใจ มือเรียวเลื่อนลงจิกที่ไหล่หนา กดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนผิวหนังเริ่มปริแตก เมื่อคนข้างบนเริ่มเพิ่มความเร็วเรื่อยๆ ถอดถอนนิ้วสองนิ้วออกมาช้าๆ ก่อนจะสอดกลับไปด้วยนิ้วสามนิ้ว เบิกทางจนพอใจ เผลอเงยหน้าขึ้นมองสบดวงหน้าหวานที่หลับตา เปลือกตาบางหลับปี๋ซ่อนหยดน้ำตาเม็ดเล็กที่เริ่มตั้งท่าจะไหลรินอีกครั้ง เคลื่อนใบหน้าลงฝังกับซอกคออุ่น แตะจุมพิตเบาๆ เรื่อยขึ้นจุมพิตทั่วทั้งใบหน้าหวาน ใบหู แก้มเนียน เปลือกตาสีมุก หน้าผากใส ปลายจมูกรั้น..จนมาจรดอยู่ที่กลีบปากอิ่มน่าสัมผัส บดขยี้ริมฝีปากลงมอบจุมพิตอ่อนเบา..ทว่าร้อนแรงขึ้นเมื่อเคลื่อนกายเข้าใกล้ แทรกแก่นกายของตัวเองเข้าในช่องทางสีหวานที่แม้จะเบิกทางมาแล้ว....หากยัง ตอดรัดเสียจนแน่นเกร็ง

ไล้ปลายนิ้วเขี่ยหางตาที่หยาดน้ำตาเริ่มหยด เผาะ แตะไล้เบาๆ ผละริมฝีปากออกกระซิบเบาๆ ใกล้ใบหูเล็ก ก่อนที่ดวงตาสีนิลจะเปิดปรือขึ้นมองสบ แล้วจึงค่อยพยักหน้ารับช้า..ช้า และผ่อนคลายลงตาม

“อย่าเกร็งนะ....สบาย..สบาย นะ”

นิ่งรอจนแทบจะอดรนทนไม่ไหว ซีวอนขยับกายเข้าออกช้าๆ เรียกเสียงครางหวานเสนาะหูให้ดังออกมาอีกครั้ง เรียวเล็บจิกลงกับลาดไหล่ของเขาจนเลือดไหลลงมาช้าๆ หากคนทั้งสองกลับหาได้สนใจ บทรักเร่าร้อนยังคงดำเนินต่อไปไม่ขาดเมื่อซีวอนขยับกายเร็วขึ้นอีกเรื่อย.. จนคยูฮยอนแทบจะขาดใจไปกับความสุขที่หลั่งเข้ามาแทบทะลักทะล้นที่ซีวอนปรน เปรอให้แทบไม่ขาด สัมผัสที่ยังคงหวนคะนึงหา.. คยูฮยอนขยับยิ้มจริงใจส่งให้ก่อนจะขยับกายเข้าใกล้แลกจุมพิตดูดดื่มกับคน ข้างบนอีกครา..นานจนแทบขาดใจ

“...ซีวอน...ฉันก็รักนาย..นะ”







เรือนร่างสองร่างกอดก่ายบนเตียงกว้าง นาฬิกาตีบอกเวลาว่าขึ้นวันใหม่แล้ว หากคนสองคนยังมิได้เข้าสู่ห้วงนิทราไปไหน แค่เพียงเอนซบเบียดกายเปลือยเปล่าเข้าหากัน ผ้าห่มผืนหนาถูกยกขึ้นคลุมถึงอก ดวงตาสองคู่ยังคงเบิกโพลง ซีวอนทอดสายตามองดวงหน้าหวานที่วางเกยอก ส่วนคยูฮยอนทอดสายตามองออกไปยังนอกบานหน้าต่าง...ไกลแสนไกล

“จำได้ไหม?”

“วันนั้น...วันที่เราเลิกกัน ฉันพูดอะไรกับนาย....”

“ฉันบอกว่า.. ฉันไม่อยากคบกับนายต่อไปแล้ว ฉันไม่อยากเสียใจอีก ฉันรับไม่ได้..รับไม่ได้จริงๆ นายที่เป็นของฉัน แต่ไป....ไปนอนกับ..คนอื่น”

ถ้อยคำแผ่วเบาในท้ายประโยค ดวงหน้าหวานหมองเศร้าขยับเงยขึ้นสบประสานสายตากับดวงตาคมสวยตรงหน้า ไล้มือลูบแผ่นอกแข็งตรงหน้าเบามือ เค่นยิ้มขื่นประดับริมฝีปากช้ำก่อนจะเอ่ยต่อ

“นายรู้อะไรไหม? ”

“ฉันบอกอะไรนายไปบ้าง.. ฉันเกลียดนายที่ทำแบบนี้...เกลียด..ทั้งที่รักมาก รัก..จนไม่รู้จะพูดอะไร หากกลับเกลียด..เกลียดคนที่ทำแบบนี้......เกลียดจนไม่อยากจะทนอยู่รับรู้ อะไรอีก แต่นายรู้ไหม? ”

“คืนนั้น...หลังจากที่นายกลับไป ฉันต้องเป็นอย่างไรบ้าง...”

“ฉันขึ้นไปที่ห้อง เจอพี่ฮันคยองนั่งรออยู่...หึ น่าสมเพชชะมัด.....”

“ฉันว่าอะไรนายไปตั้งเยอะ แล้วดูสิ!...ตอนนี้ฉันกลับเป็นคนทำมันเอง ทำมันเองกับมือ...”

“น่าเกลียดชะมัด...”

“พอเถอะ!! นายเลิกพูดได้แล้ว.. เลิก...หยุดพูดถึงเรื่องนั้นซะที! ”

เอ่ยออกมาด้วยเสียงติดจะดัง ด้วยเพราะฟังเองก็ปวดอกเอง..ไม่อยากจะรับรู้ใดๆ หากหูกับนิ่งฟังมานานสองนาน....จนสุดท้าย สมเพชตัวเองเกินจะทน ถึงได้เอ่ยปากลั่นห้ามไม่ให้คนในอ้อมแขนพูดอีก กดร่างเพรียวลงกับเตียงขยับกายขึ้นคร่อม วางใบหน้าให้อยู่ในระดับเดียวกัน..มองตาประสานตาอยู่เนิ่นนาน ก่อนที่เปิดริมฝีปากเอ่ยอีกครั้ง

“...นายรักพี่ฮันคยองสินะ..”

เปลือกตาบางที่มีหยาดน้ำตาเกาะพร่างพรายงับปิดลงอย่างเชื่องช้า ใบหน้าหวานขยับขึ้นลงเบาๆ อาการปวดอกรุมเร้าอีกครา หายใจติดขัด..มือไม้สั่นไหว ยามนิ่งทวนประโยคเมื่อครู่ที่ตนเองเอ่ยปากถามไปมาในใจหลายครั้ง

“..ฉันกับเขา เรากำลังเริ่มคบกัน...เขาเป็นคนดี ดูแลฉัน คอยอยู่ข้างๆ ฉัน มัน....กำลังไปได้สวย”

“ฉันขอโทษ.. วันนั้น เราไม่น่าเจอกันเลย....ไม่น่า...เจอกัน”

คนสองคนพูดเสียงสั่น ดวงตาสองคู่ก็ไหววูบเช่นกัน แค่มองตา...ก็แทบจะรู้ใจกัน

..เพราะต่างก็รัก..

“ไม่หรอก... นายไม่ผิด... ฉันต่างหาก...ฉันนี่แหละที่ผิด..ฉันไม่น่าทำอะไรแบบนั้นเลยจริงๆ...ไม่น่าทำ เลย ทั้งๆ ที่เขา...เขาไว้ใจฉันมา...ตลอด”

..และต่างก็เจ็บปวด..เหมือนกัน..

“หึ.....เหมือนกันเลยแฮะ...ฉัน..กับนาย”

คนด้านบนเอ่ยรำพันออกมาเบาๆ ผ่อนลมหายใจติดขัดออกจากคอ ก้มหน้าลงใกล้แนบแตะริมฝีปากคลอเคลียกัน..ก่อนจะประสานแนบชิดแลกเปลี่ยนความ หวานปนขมของรสจูบที่ยังคงค้างติดรสกาแฟกันไม่รู้จบ.... หวานและขม เหมือนดั่งเช่น...ความรัก

...ของฉันกับนาย...


.
.

.
“ฉันรักนาย..”

“อื้ม...ฉันก็รักนาย”













*fin








ปล จริงๆ จะต่ออีกก็ได้นะ... แต่มันก็น่าจะเคลียร์จบแล้ว...มั้ง???





อ้อ! อ่านจบแล้วกรุณาลืมๆ ไปก็ได้นะ... อ่านฟิกเรื่องอื่นๆ ของเราแล้วอย่านำมาเปรียบเทียบ =[]=''''''
ปล อีกที เวียกับน้องตองจัดการไวไว อยากอ่านเต็มทน..กอดดด เวียด้วย >< รีบแต่งเร็วๆ นะที่รัก หะๆ
ปล สุดท้าย...อ่านแล้วช่วยกรุณาเมนท์ด้วย แรกเริ่มตั้งใจจะไม่ต่อ กะให้มันจบๆ ไป พอพี่รุ้งอ่านแล้วก็แนะให้แต่งต่อ เราเลยแต่งเล่นไปๆ มาๆ มันก็..งี้

เฮ้อ.. ขอบพระคุณที่กรุณาอ่านตรงนี้


รักเพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ นะ.. ขอบคุณมากที่ยังตามติดอยู่ T T















..
.


ps 555+ ฟิกแรงงงงงงง มากมั้ย??

 

 

 

 

^^ ทางนี้ก็ขอบคุณ คุณ mhoomin ด้วยนะคะ อุตส่าห์ตามมานานขนาด 55+

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เหย รักเรื่องนี้
ปล พี่จะลงตอนต่อไปเลิฟไดซีสแล้วนะ
ให้น้องเชอไปก่องคนแรก ทำกระทู้ไว้แล้ว
กอดดดดดด

เดี๋ยวไปตอบเม้นมั่ง 55555
กอด

#1 By RainbowTK on 2009-06-04 07:44

มารอดน้ำต้นไม้ให้จ้า double wink

#2 By Rainbowless on 2009-06-04 22:08

แฮปปี้เอนดิ้งใช่มะ?

เฮ่ย..แฮปปี้เอนดิ้งสิ sad smile

ก็วอนคยูนี่นา big smile

แฮปปี้แหละถูกแล้ว..เนอะ confused smile

ว่าแต่ว่าวันนี้มาเวิ่นเว้ออะไรแถวนี้..ไม่เม้นถึงเนื้อเรื่องเลย 55+

#3 By mhoomin (58.9.236.90) on 2009-06-08 00:50