[SF] Be with You
posted on 14 Dec 2007 18:02 by zeazand in Fiction, SuJuTitle :: Be with You
Couple :: DongHae X SungMin ft. Siwon X KyuHyun + etc
Writer :: ZeA
Rate :: unknow~~~
Note :: ฟิคเก่าเล่าใหม่ จิ้ม จากบล็อคเก่าเง้อ~ ลงแก้ขัดซะหน่อย - -* เดี๋ยวมันจะกลายเป็นบล็อคเหม็นเปรี้ยวไป 55+
ให้ตายเหอะ.. ตั้งแต่จำความได้.. ผมไม่เคยคิดจะรักผู้ชายเลยนะครับ..
แต่ไม่รู้เป็นไง.. พอผมได้รู้จักเขา ได้คุยกับเขา ได้สบตาเขา ได้ใกล้ชิดกับเขา...
นานวันเข้า.. เกิดเป็น ‘ความรัก’ ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว..
ความรัก.. ที่ไม่มีทางเป็นไปได้..
เพราะว่าเราเป็น.. ‘เพื่อนสนิท’ กัน..
“ทงเฮ อยู่นี่เอง.. หาตั้งนานแหน่ะ.. ลงมาข้างล่างกับฉันหน่อยสิ”ร่างเล็กไม่รอให้ผมตอบตกลงแม้แต่อย่างใด สองแขนอวบรวบแขนของเพื่อนรักลากออกจากห้องนอนลงมาที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งของบ้านเอสเจ
“นี่ซองมิน.. มันมีอะไรงั้นเหรอ.. ถึงได้ลากรีบลากฉันลงมาเนี่ย”
“ทงเฮ ดูนี่สิ”นิ้วอวบชี้ไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์
“หืม.. อะไรนะ.. อีกแล้วหรอเนี่ย..”
“อื้อ.. ดูสิ.. ของฉันยังมีเลย”
“ไหนดูสิ.. อ่ะ.. จริงด้วย” ภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ปรากฏภาพของทงเฮยืนข้างคิบอม หรือจะซองมินกับคยูฮยอน และอีกหลายๆ คู่ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างที่เห็นนั่นเลย !!!
“เฮ้อ~ ทำไมกันน้า ต้องมาจับผิดพวกเรากันด้วยเนี่ย.. มันไม่ใช่อย่างงั้นซักหน่อย.. ว่าไหม”
“อื้อใช่~ พวกเราไม่ใช่พวกรักผู้ชายด้วยกันซะหน่อยเนอะ”
“อะ.. อื้มใช่.. นี่ซองมิน.. ฉันหิวแล้วอ่ะ ทำไรให้กินหน่อยสิ” คำพูดของเขา.. แทงใจดำผมเสียจริงก็เพราะ.. ผมรักเขาน่ะสิ.. ฟังแล้วเจ็บเสียจริง..
“ได้เลย~”แล้วผมก็ลากซองมินไปที่ห้องครัว..
“อ้าวพี่ซองมิน พี่ทงเฮ หวัดดีครับ”
“อื้อหวัดดีคยูฮยอน”
“หวัดดี ไอ้ลักกี้นัมเบอร์”ผมทักไอ้เด็ก 13 ที่กำลังเปิดประตูตู้เย็น
“พี่ทงเฮอ่ะ อย่าเรียกผมอย่างงี้สิครับ ผมก็มีชื่อนะครับ”ไอ้เด็กคยูทำหน้าเซ็งๆ เมื่อผมเรียกมันว่า ลักกี้นัมเบอร์
ก็จะไม่ให้เรียกได้ไง ก็ไอ้หมอนี่น่ะมันลักกี้จริงๆ ผมจำได้เลย.. เมื่อตอนที่แสดงมินิดราม่า ไอ้หมอนี่ได้แสดงคู่กับซองมินของผม (?) บอกได้เลยครับว่ามันจี๊ดมาก เล่นเอาผมเซ็งตั้งแต่ตอนได้รับบทมา ไปหลายวันเลยครับ
“เออๆ ก็ได้ ว่าแต่ลมอะไรหอบแกมาที่ครัวนี้เนี่ย”
“พอดีผมมาหาอะไรกินน่ะครับ”ว่าแล้วไอ้ลักกี้ก็ก้มลงไปหยิบนมช็อกโกแลตในตู้เย็น มาเทใส่แก้วใบโต..
“งั้นเหรอ.. งั้นคยูกี้กินพร้อมพวกพี่มั้ย พี่กำลังจะทำอาหารให้เจ้าปลาทองกินเนี่ยละ”ร่างเล็กเงยหน้าขึ้นมา หลังจากที่หยิบวัตถุดิบสำหรับทำอาหารมื้อนี้ครบ แล้วก็ชวนน้องชายทานข้าวด้วยกัน
“เอ่อ..” แน่นอนครับ.. ว่าผมจะไม่ยอมปล่อยโอกาสที่จะได้อยู่กับซองมินสองต่อสอง ต้องมาชวดเพราะไอ้เจ้าหมาป่านี้แน่นอน
ผมจึงส่งสายตาอาฆาตให้ไอ้เด็กนี่ ก่อนที่จะไปกระซิบใกล้ๆ “คยู.. ถ้านายตอบตกลงนะ.. ฉันจะฟ้องซีวอนแน่”คำพูดของผมเล่นเอาไอ้เด็กนี่ตาโตเลยครับ สะใจจริงๆ
“กะ.. ก็ได้”ได้ฟังดังนั้น ร่างสูงของน้องเล็กของวง จึงต้องจำใจปฏิเสธร่างเล็ก
“ไม่ดีกว่าครับ.. ผมแค่จะมาเอานมไปทานอย่างเดียวครับ.. เอ่อ ผมขอตัวก่อนละครับ”ว่าดังนั้น ร่างสูงก็เดินคอตกออกจากห้องครัวไปพร้อมกับนมช็อกโกแลตในแก้วใบโตของตน
ฮะ ฮะ ๆ สะใจจริงๆ ผมกำลังมีความสุขมากครับ ^^”
หลังจากผมกำจัดตัวมารออกไปได้แล้วผมก็มาเป็นลูกมือให้กับกระต่ายน้อยของผมที่กำลังง่วนกับการต้มซุปให้ผมทาน
เฮ้อ~ พี่ทงเฮเนี่ยน้า.. นานๆ ทีผมจะมีลาภปากได้ทานอาหารฝีมือพี่ซองมินทั้งที กลับต้องมาโดนพี่ทงเฮไล่ออกมาซะนี่
เซ็งครับ เซ็งจริงๆ หิวๆ ๆ โอยแย่ชะมัดเลย~
ผมได้แต่บ่นกับตัวเองในใจ ก่อนจะเดินไปดูโทรทัศน์ที่ห้องนั่งเล่น พร้อมกันดื่มนมไปพลาง..
ดูทีวีอย่างสงบได้ไม่ทันไร.. ไอ้หนวดปลาหมึกที่วันนี้เพิ่งจะกลับจากงาน มือข้างนึงถือถุงใส่อาหารมาถุงนึง พอเอาถุงวางที่โต๊ะเสร็จ ก็มานัวเนียผมอีกแล้ว
เฮ้อ~ ผมจะได้อยู่อย่างสงบสุขได้สักวันไหมเนี่ย.. ข้าวก็ไม่ได้กิน แถมยังต้องมาเจอไอ้คุณชายเนี่ยอีก เซ็งครับ..
“คยูอา~ คิดถึงจังเลย” ว่าแล้วร่างสูงก็กดทั้งปากทั้งจมูกฝังลงบนแก้มนุ่มอย่างรวดเร็ว
แต่ด้วยว่า reaction ของผมมันตอบสนองรวดเร็วมาก.. ผมเลย (พลั้งมือ) ตบหัวพ่อคุณชายไปเต็มๆ 1 ที
“เจ็บน้า.. คยูอ่ะ อย่าเล่นแรงสิ” ร่างสูงทำหน้าตาน่าสงสาร พร้อมกับลูบหัวตัวเองป้อยๆ
“ก็นายอยากเล่นพิเรนทร์ก่อนทำไมล่ะ โดนแค่นี้น่ะมันยังน้อยนะ” ผมมองหน้าไอ้คุณชายที่พยายามทำหน้าให้น่าสงสาร เฮอะ~ น่าสงสารตายล่ะ..
“ก็นานๆ ที เราจะได้เจอกันนะ ขอแค่นี้ไม่ได้หรอ” ว่าแล้วก็ใช้สองแขนแกร่งรวบร่างบางไว้ในอ้อมกอด พร้อมกับใช้มือใหญ่กดหัวเล็กลงที่บ่าใหญ่ของตน
“นายที่น่ะ.. เฮ้อ~ จริงๆ เลย นี่ซีวอน.. ฉันหิวข้าวอ่ะ” ผมที่ตอนแรกก็ดิ้นไม่ยอมให้เขากอด แต่ด้วยว่าแรงของหมาป่ารึจะสู้แรงสิงโตตัวโตๆ ได้ สุดท้ายก็ต้องจนใจปล่อยให้กอดไปเลยตามเลยละกัน
“หืม.. งั้นหรอ.. งั้นป่ะไปห้องครัวกัน ฉันซื้อข้าวมาให้นายกินด้วย ป่ะไปเอาจานมาเทใส่กินกัน” ซีวอนบอกเสียงนุ่มก่อนจะคลายอ้อมกอดออกจากผม แล้วใช้มือใหญ่โอบเอวผมเดินไปที่ห้องครัว
“เฮ้ย!! ซีวอน ฉันว่าอย่าเลยดีกว่านะ” แต่.. ผมก็นึกได้กะทันหันว่า ไม่ควรไปที่ห้องครัว ไม่งั้น ‘ผมจะซวย !!’ โดนพี่ทงเเฮแฉความลับเป็นแน่ จึงต้องเบรกไอ้คุณชายไว้ก่อนที่จะเดินไปถึงห้องครัว
“ทำไมล่ะคยู หรือนายอยากจะกินที่อื่น จะว่าไปฉันก็ชักเริ่มหิวแล้วนะเนี่ย” ไอ้คุณชายพูดแล้วมองผมด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ชักรู้สึกถึงลางไม่ดีจังเลยแฮะ
“เฮ้ย ไม่เอาๆ ฉันว่าไปกินข้างนอกดีกว่า” ว่าแล้วผมก็เอาแกะมือปลาหมึกออกจากตัว ก่อนจะเดินไปหยิบถุงอาหารที่ซีวอนซื้อมา แล้วออกจากบ้านไป
“เฮ้~ คยูรอด้วย” ว่าแล้วซีวอนก็วิ่งตามผมไปต้อยๆ
“นี่ทงเฮ.. นายไปกระซิบอะไรกับคยูเปล่าเนี่ย ทำไมเขาไม่มากินข้าวกับเราล่ะ ทุกทีคยูไม่เคยปฏิเสธเลยนะ”
“อ้อ ไม่มีอะไร ฉันแค่คุยเรื่อยๆ เปื่อยๆ กับคยูมันน่ะ ช่างมันเหอะน่า”
“ก็ได้ๆ นี่ทงเฮมานี่สิ มาชิมหน่อย” ว่าแล้วมือขาวก็กวักมือเรียกผมไปใกล้ๆ ตนที่ยืนอยู่หน้าเตา
“จ้า”
“ฉันว่า มันหวานไปหน่อยนะ”
“หรอ.. ฉันว่ากำลังดีเลยนะ”
“ไม่อ่ะ ฉันว่ามันหวานจริงๆ นะ ซองมินอ่ะ นายเอาแต่กินของหวานๆ เดี๋ยวก็อ้วนหรอก” ผมพูดกับกระต่ายน้อยของผมยิ้มๆ
“ทงเฮอ่ะ ก็ฉันชอบนี่” เสียงหวานพูดขึ้นอย่างเอาแต่ใจ พร้อมกับพองลมที่แก้มอย่างน่ารัก จนคนข้างๆ อย่างผม อดที่จะอมยิ้มกับความน่ารักของคนตรงหน้าไม่ได้
“นี่อ้วน ไอ้ปลา ทำไรกันอยู่น่ะ” เสียงมารดังขึ้น ทำลายบรรยากาศหวานๆ ของผมกับซองมินซะแล้ว แย่ชะมัด
“ซักผ้าอยู่มั้ง.. ถามได้ ว่าแต่แกมาทำไรเนี่ยล่ะ”
“ถามได้ ฉันก็มาให้ไรกินสิ ว่าแต่แกกับอ้วนอ่ะ แอบมาสวีททำไรกินกันสองคนอีกละสิ ไม่คิดจะแบ่งฉันมั่งเลยนะ”
“ไม่ได้มาแอบสวีทซะหน่อยนะฮยอกแจ ก็ทงเฮเขาหิวอ่ะ ฉันเลยจะทำให้กิน.. นี่ไก่กินข้าวด้วยกันไหม” เซงอีกแล้วครับ คนน่ารักของผมชวนไอ้ไก่กินข้าวด้วยกันอีกละ
ชิ้งงงง~ สายตาพิฆาตของผมถูกส่งไปใส่ไอ้ไก่ ดูท่ามันจะยังไม่เข้าใจ ต้องจัดการอะไรสักหน่อยละ ว่าแล้วผมก็เดินไปลากคอไอ้ไก่ออกมานอกครัว
“ไอ้ไก่ แกก็รู้ไม่ใช่หรอว่า ฉันน่ะ ชอบซองมิน แกยังจะมาเป็นก้างอีก”
“อืมก็รู้ แต่ฉันหิวนี่หว่า แกจะให้ฉันไปแทะพรมกินรึไง(ฟะ)”
“แกก็โทรไปหาไอ้พระเอกรูปหล่อของแกสิ(ฟะ) เรียกมาให้พาแกไปกินข้าวนอกบ้านอ่ะ”
“จะบ้าหรอ ไม่ได้หรอก คิบอมเขาติดงานละครอยู่นี่ คงมาไม่ได้หรอก”
“โถ่~ แค่นายโทรไป เขาก็กลับมาแล้วน่ะน่า เอางี้มั้ย เดี๋ยวฉันโทรไปตามให้ก็ได้” ว่าแล้วผมก็ควักมือถือขึ้นมา
“เฮ้ยๆ ไม่ต้องๆ” ผมกับฮยอกแจแย่งมือถือกันอย่างวุ่นวาย
“อะแฮ่มๆ ขอขัดจังหวะหน่อยนะ” ไอ้พระเอกของฮยอกแจที่วันนี้รีบกลับบ้านมา หวังจะมาชวนคนรักของตนไปทานข้าวข้างนอกด้วยกัน
“เอ่อ คิบอมหวัดดี”
“ไง ฮยอกแจ พี่ทงเฮ นี่กำลังทำอะไรอยู่น่ะ”
“เปล่าหรอก แค่พอดีฉันกับฮยอกแจกำลังเล่นแย่งมือถือกันน่ะ ฮ่ะๆ ว่าแต่วันนี้นายกลับบ้านเร็วจังเลยนะ” ผมได้แต่หัวเราะแห้งๆ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไป
“อืม.. พอดีวันนี้ยกกองน่ะ และอีกอย่างนึง พอดีผมมีนัดกับฮยอกแจ งั้นขอตัวเพื่อนของพี่ทงเเฮไปก่อนละครับ” ไอ้แก้มยิ้มเหี้ยมให้ผม 1 ที ก่อนจะใช้มือใหญ่ลากแขนเล็กของฮยอกแจออกจากบ้านไปอีกคู่นึง
“ฮะ เฮ้ย คิบอม ฉันไม่ได้มีนัดกับนายซะหน่อยนี่”
“ก็ฉันนัดนายแล้ว ทำเป็นลืมไปได้น่า ป่ะ ไปกันเถอะ” ฮะๆ คู่นี้น่ารักจังเลยนะครับ คิบอมกับฮยอกแจ..ไม่เข้าใจจริงๆ ครับ
ทั้งๆ ที่ทั้งคู่เป็นแฟนกัน แต่คนอื่นกับจับคู่ผมกับคิบอมอยู่เรื่อยเลย
ทำไมไม่จับคู่ผมกับซองมินบ้างนะ
ผมได้แต่ส่ายหัวไปมา ก่อนจะเดินกลับเข้าครัวไป
“อ้ะ ทงเฮ เล่นมาเงียบๆ ไม่ส่งเสียงเนี่ย ฉันตกใจนะ” ทงเฮเดินมากอดเอวซองมินเงียบๆ ทำเอาซองมินตกใจ ก่อนจะตีแขนอีกคนไปทีนึง
“ฮะๆ ขอโทษทีนะซองมิน” ผมกล่าวขอโทษร่างเล็กตรงหน้า แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยแขนออกจากเอวของร่างเล็ก แถมยังเอาแต่มองเสี้ยวหน้าของร่างเล็กที่ตอนนี้ขึ้นสีแดงระเรื่อแล้ว
“ทงเฮอ่ะ อย่ากอดเอวฉันสิ” เสียงหวานพูดขึ้นมา เมื่อต้มซุปในหม้อเสร็จแล้ว
“ทำไมล่ะ ฉันอยากกอดเอวของซองมินนี่ ตัวซองมินอ้วนๆ กลมๆ กอดแล้วอุ่นดี” ผมยกเหตุผล (?) มาอ้าง เพื่อที่จะไม่คลายแขนออกจากเอวของร่างเล็ก แถมยังเอาคางมาเกยที่ไหล่เล็กอีก
“ทงเฮปล่อยสิ ฉันจะตักซุปใสชามให้นายกินนะ” พูดเสร็จก็ย่นจมูกอย่างขัดใจ ที่ผมไม่ยอมทำตามที่บอก
“ก็ได้ๆ” และแล้วผมก็ยอมคลายแขนออกจากเอวของซองมิน ก่อนจะเดินไปหยิบชามส่งให้ร่างเล็ก พอซองมินตักซุปใส่ชามเสร็จ ก็ตักข้าวมากินกันสองคน
“นี่จะว่าไป ทงเฮ นายเอาไก่ไปไว้ไหนน่ะ ฉันละอุตส่าห์จะชวนมาทานข้าวด้วยกันเยอะๆ ซะหน่อย เพราะฉันทำเผื่อคนทั้งบ้านเลยนะ” หลังจากทานข้าวกันไปพักนึง กระต่ายน้อยของผมก็โพร่งขึ้นมา
“ก็ไม่มีอะไรหรอกน่า ซองมินนี่ ไอ้ไก่มันไปกินข้าวข้างนอกแล้วล่ะ” ผมตอบยิ้มๆ ก็จะไม่ให้ยิ้มได้ยังไง คู่ของไอ้ไก่กับไอ้เด็กแก้มแตกมันออกจะน่ารักซะขนาดนั้น แต่พอมาคิดถึงเรื่องระหว่างเขากับซองมิน แล้วก็ต้องหุบยิ้มลงเสียอย่างนั้น
“แล้วฮยอกจี้ไปข้างนอกคนเดียวหรอ” ร่างเล็กเคี้ยวข้าวตุ้ยๆ แต่ก็ยังไม่วายเป็นห่วงเพื่อนรักอีกคนของตน
“เปล่าหรอก เขาไปกับคนพิเศษของเขาน่ะ” ผมพูดออกมายิ้มๆ อีกรอบ ก่อนจะยื่นมือไปหยิบเม็ดข้าวที่ติดตรงมุมปากของกระต่ายน้อยของผมออกมา.. แล้วกิน^^ ทำเอากระต่ายน้อยของผมช็อก กับการกระทำของผม
“อะ.. เอ่อ แล้วฮยอกจี้ไปกับใครน่ะ” กระต่ายน้อยของผมตอนนี้หน้าแดงอีกแล้วครับ แต่ก็พยายามเปลี่ยนเรื่องจนได้
“ก็~ คิบอมไง” ผมแกล้งทำเป็นลากเสียงให้ยาวๆ ก่อนบอกกระต่ายน้อยว่าเป็น คิมคิบอม
“หืม? งั้นหรอ” พูดเสร็จก็ก้มหน้าลงไปตักข้าวใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ ต่อ
“แล้วซองมินไม่อยากรู้หรอว่า ‘คนพิเศษ’ ที่ว่าน่ะ หมายความว่ายังไงน่ะ”
“แล้วหมายความว่ายังไงล่ะ” กระต่ายอ้วนของผมช้อนตาขึ้นมามอง ก่อนจะถามแล้วเอียงคอ ..น่ารัก...
“ก็~ คนพิเศษ คือ คนที่จะคอยห่วงเรา แคร์เรา ปกป้องเรา รักเรา และจะอยู่เคียงคู่เราตลอดไป” ผมพูดถึงคำว่า ‘รักเรา’ แค่นี้กระต่ายอ้วนของผมหน้าก็ขึ้นสีอีกรอบแล้วครับ ดูแล้ว น่ารัก เสียจนอดใจแทบไม่ไหว..
“งะ.. งั้นก็หมายความว่า.. คนพิเศษก็คือคนรักน่ะเหรอ” ร่างเล็กพูดขึ้นมาหลังจากผมพูดจบไปพักนึง
“ก็ใช่น่ะสิ หรือว่าซองมิน คิดว่าเป็นอะไรล่ะ” ผมตอบซองมินพร้อมกับยักคิ้วให้อีกทีนึง ก่อนจะยื่นมือทั้งสองไปจับไหล่เล็ก มองซองมินด้วยสายตาที่ผม.. อยากจะสื่อบอกเขาไปว่า ‘ซองมินก็เป็นคนพิเศษของผม’ เหมือนกันนะ...เราทั้งสองคนจ้องตากันอยู่นาน.. ก่อนที่ผมจะพูดว่า
“แล้วซองมินไม่อยากรู้หรอ ว่าคนพิเศษของฉันน่ะ.. คือใคร” กระต่ายอ้วนของผมได้ฟังแล้วก็หลบตาผม แล้วก็ก้มหน้างุดๆ อยู่อย่างนั้น
“ไม่รู้สิ” เสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างเบาราวกระซิบ ผมใช้มือขวาเชยคางมนของร่างเล็กขึ้นมา ก่อนที่ผมจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ ทำเอาร่างเล็กหน้าแดงขึ้นกว่าเก่า
“อะ.. เอ่อ มะ.. ไม่ดีกว่า” พูดแล้วก็พยายามใช้มือขาวแกะมือผมออก แต่ก็ไม่เป็นผล
“แต่ฉันอยากบอกนี่” ผมก้มไปกระซิบที่ใบหูของกระต่ายน้อย
“..............” ไร้ซึ่งการตอบรับใดๆ
“จุ๊บ” ผมเลื่อนหน้าจากใบหูของซองมินมาเป็นที่หน้าผากมน แล้วก็ใช้ปากจุมพิตที่หน้าผากเล็ก ก่อนจะเลื่อนหน้าผากของผมเข้าไปชิดติดกับหน้าผากมน ก่อนจะเอ่ยว่า..
“ซองมินคือพิเศษของฉันนะ” ผมรอแล้วรออีก กระต่ายอวบของผมก็เอาแต่เงียบ
“ฉันรักซองมินนะ” ผมลองเสี่ยงพูดไปอีก.. แต่ก็ไร้เสียงตอบสนองเช่นเคย..
“ถ้างั้น.. เราเป็นแฟนกันนะ” และแล้วผมก็พูดไปแล้วครับ คำๆ นี้
“ถ้าซองมินไม่ตอบ.. ฉันจะถือว่าเราสองคนเป็นแฟนกันแล้วนะ นับตั้งแต่ตอนนี้ และต่อไปตลอดไป” ผมรอไม่ไหวแล้วครับ ผมอยากจะเป็นเจ้าของซองมินทั้งร่างกาย และหัวใจ จนใจจะขาดอยู่แล้ว
“อะ.. เอ่อ” ร่างเล็กตรงหน้าผมเอาแต่ก้มหน้างุดๆ พูดอะไรไม่ออก
“ok งั้นเอาเป็นว่า เราทั้งสองคนเป็นแฟนกันแล้วนะ” ผมเลยพูดเองเออเองเลย เพราะเห็นว่าซองมินเอาแต่เงียบ แถมยังไม่ปฏิเสธผมอีก ผมคิดยังงี้.. ไม่ผิดไหมครับเนี่ย..
“ดะ เดี๋ยวสิ อุ๊บ..บ.. ” ไม่ทันแล้วครับซองมิน ผมจัดการโน้มหน้าเข้าไปใกล้อีก ก่อนจะปิดปากเล็ก (ที่ผมคิดว่าเขาจะต้อง) ปฏิเสธผมเป็นแน่ ลิ้นร้อนส่งผ่านส่งเข้าไปกวาดต้อนเอาความหอมหวานจากในโพรงปากเล็ก จนเล็กตรงหน้าที่ตอนแรกจะปฏิเสธจูบของผม แต่ตอนนี้กลับเป็นฝ่ายเรียกหามัน ดูท่า.. คงจะเคลิ้มไปกับรสจูบแสนหวานนี้ที่ผมบรรจงมอบให้ แขนขาวทั้งสองเลื่อนขึ้นไปโอบรอบคอผมอย่างลืมตัว..
“อื้อ.. อะ” ร่างเล็กเรียกสติกลับมา หลังจากที่รู้สึกตัวว่า หายใจไม่ทัน ทำให้อีกฝ่ายจำต้องยอมถอนจูบออกมาอย่างเสียดาย
“เอ่อ.. ซองมิน” ผมรู้สึกเหมือนกับว่านึกอะไรขึ้นมาได้ว่า ซองมินไม่ใช่พวกชอบผู้ชายเดียวกัน แต่ก็รู้ทั้งรู้ผมก็ยังเผลอปล่อยอารมณ์ไปจนเกิดเหตุการณ์อย่างนี้จนได้สิน่า..
“มะ.. ไม่ต้องพูดแล้ว ฮึก..ก.ก.” ร่างเล็กตรงหน้าพูดขึ้นมาหลังจากสูดหายใจเข้าออกจนหายใจเป็นปกติได้แล้ว แต่ก็ไม่วายปล่อยโฮออกมา
แค่เห็นน้ำตาของเขาผมก็ทำอะไรไม่ถูกเลยครับ
ใจนึงอยากจะดึงร่างเล็กตรงหน้าเข้ามากอดไว้ ปลอบให้หยุดร้องไห้
แต่อีกใจนึง.. ก็คิดได้ว่า ที่เขาร้องไห้ยังงี้ ก็เพราะว่าเป็นเพราะผมเอง..
“เอ่อ.. ซองมิน.. ฉันขอโทษ”
“ขอโทษงั้นหรอ นายคิดว่า นายทำอย่างนี้กับฉัน แล้วมันน่ายกโทษให้งั้นหรอ” กระต่ายน้อยของผมเงยหน้าที่เปื้อนไปด้วยหยดน้ำตา แพขนตาหนายังคงเปียกชุ่มไปด้วยน้ำตาที่ไหลไม่หยุด
“ฉันรู้.. แต่.. ฉัน” ตอนนี้ผมกลายเป็นฝ่ายที่ต้องก้มหน้าซะเองแล้ว
“พอเถอะทงเฮ ฉันขอตัวก่อนละ” ว่าแล้วกระต่ายน้อยของผมเดินออกจากห้องครัวไป ทิ้งให้ผมต้องมาจมปรักกับความรู้สึกผิดต่อเขาที่ประดังประดาเข้ามา..
“ ซองมิน.. ฉันขอโทษ แต่ที่ฉันทำไปน่ะ.. ก็เพราะว่าฉันรักนายนะ” ผมพึมพำออกมาดูด้วยเสียงที่เบาหวิว..
“อะ.. อ้าว พี่ซองมิน” ผมกับซีวอนที่พอดีทานข้าวข้างนอกบ้านเสร็จแล้วก็เดินกลับมาในบ้าน แล้วเจอพี่ซองมินพอดี
“อะ.. เอ่อ คยูฮยอน ซีวอน หวัดดี” พี่ซองมินเมื่อเห็นผมก็รีบหันหลังให้เลย ไม่ทราบว่าหน้าผมมันไม่หน้ามองขนาดนั้นเลยหรอครับ.. หรือจะเพราะไอ้ซิมบ้านี่ฟะ
“ซองมิน.. นายมีปัญหาอะไรรึเปล่า” ซีวอนถามในสิ่งที่ผมกำลังจะถามพอดี
“ปะ.. เปล่าหรอก.. เอ่อ ฉันขอตัวก่อนนะ” ไวเท่าความคิดผมคว้าแขนขาวของพี่ซองมินได้ทันท่วงทีก่อนที่พี่เขาจะเดินหนีไปทำเอาไอ้คุณชายมองผมเขม็งเลย - -* แต่ก็ช่างเถอะน่า.. มันคงจะเข้าใจ และคงไม่โกรธผมหรอก..
“พี่ซองมิน.. อะ เฮ้ย” เมื่อผมคว้าแขนพี่เขามาได้ ก็หมุนตัวพี่เขาหันมา.. ก็ต้องตกใจ เพราะพี่เขาร้องไห้จนดวงตาที่ปกติจะกลมโตสดใสตลอดเวลานั้นกลับแดงกล่ำและยังเต็มไปด้วยหยดน้ำตา ไอ้ซิมบ้าก็ดูจะตกใจไม่น้อยเช่นเดียวกับผม
“พะ.. พี่ซองมิน.. ใครทำอะไรพี่ฮะ ทำไมพี่ถึงได้ร้องไห้ล่ะฮะ” ผมถามพี่เขา.. ก่อนล้วงไปในกระเป๋ากางเกงหน้าผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา ค่อยๆ ซับน้ำตาให้
“คือว่า..” พี่ซองมินช้อนตาขึ้นมามองผมก่อนที่จะหันไปมองที่ไอ้คุณชาย ไอ้คุณชายก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเดินมากระซิบผมใกล้ๆ
“รีบเคลียร์เรื่องของซองมินให้เสร็จล่ะ เดี๋ยวฉันจะรอนายนะ” ซีวอนพูดแล้วก็เดินออกไปจากตรงนี้
“อืม” ผมตอบรับซีวอนเบาๆ ก่อนที่พี่ซองมินจะลากผมไปคุยที่ห้องนอนของพี่เขา
"พี่จะบอกผมได้รึยังครับ ว่าใครเป็นคนทำพี่ร้องไห้น่ะ” พอผมเข้ามาในห้องพี่เขาก็กระโดดไปนอนจุมปุ้กที่เตียงนอนของตัวเองซะอย่างนั้น
“คือว่านะ.. คยู นายว่า การที่ถูกเพื่อนรักบอกรักน่ะ มันจะต้องรู้สึกอย่างไรอ่ะ” หลังจากเงียบไปนาน พี่เขาก็เอ่ยขึ้นมา ผมก็นั่งลงที่ปลายเตียงของพี่ทงเฮก่อนที่จะพูดว่า
“พี่จะหมายความว่า พี่ทงเฮบอกรักพี่ งั้นสิ” ผมพูดได้เท่านั้น พี่ซองมินก็หันควับมาเลยครับ เล่นเอาผมตกใจแทบแย่
“นี่นาย.. รู้ได้ไง” ร่างเล็กตาโตขึ้นมาเลย ก่อนค่อยๆ ยันตัวขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง
“ก็.. จะว่าไปนะฮะ ผมว่า.. เขาคงรู้กันหมดทั้งบ้านแล้วน่ะแหละ” ผมลูบคางตัวเองไปพลาง พูดไปพลาง
“หา? ว่าไงนะ” พี่ซองมินดูจะยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ เมื่อผมบอกว่า ‘เขาคงรู้กันหมดทั้งบ้าน’
“ก็หมายความว่ายังงั้นแหละฮะ ก็พี่กับพี่ทงเฮสนิทกันซะขนาดนั้น ตอนแรกๆ ใครเขาก็คิดว่าสนิทแบบเพื่อนน่ะแหละฮะ แต่พอมาช่วงหลังๆ นี้น่ะ พี่ทงเฮแสดงอาการเป็นเจ้าเข้าเจ้าของพี่จะตาย อย่าให้ผมพูดเลยฮะ แต่ขอฟ้องอะไรพี่หน่อยนะ ก็ที่ผมไม่ได้กินข้าวกับพี่น่ะ ก็เพราะพี่ทงเฮน่ะแหละ หวงทั้งพี่ หวงทั้งอาหารของพี่ ไม่ให้ผมมาเป็นตัวมารขัดความสุขพี่เขา” พี่ซองมินดูจะอึ้งมากในสิ่งที่ผมพูด สังเกตได้จากว่า.. พี่เขาจะตาโตเมื่อได้ฟัง พร้อมกับพยักหน้าเข้าใจ(?) ในสิ่งที่ผมร่ายยาวมาเป็นชุดนี่
“จริงหรอ คยู แล้วทำไมพี่ถึงไม่รู้ตัวเลยละ”
“เพราะว่า พี่คิดกับพี่ทงเฮแค่ ‘เพื่อนสนิท’ ผิดกับที่พี่ทงเฮคิดกับพี่เป็น ‘คนรัก’ พี่ถึงได้รู้สึกว่า การกระทำที่พี่ทงเฮทำต่อพี่มันเป็นการกระทำที่เพื่อนเขาทำกัน ไม่ได้พิเศษอะไรน่ะสิฮะ” ผมเงียบไปสักพัก ก่อนจะพูดในสิ่งที่ควรจะพูด
“ใครๆ เขาก็รู้ ว่าพี่ทงเฮเขาน่ะทั้งรัก ทั้งหวง ทั้งห่วง และแคร์พี่ขนาดไหน แล้วพี่ล่ะ คิดกับพี่เขายังไง” พี่ซองมินเจอคำถามนี้ของผมเข้าไป ก็ดูอึ้งๆ ไประยะนึง ก่อนจะพูดว่า
“พี่ไม่รู้ พี่ไม่รู้คยู พี่ไม่รู้ว่า สิ่งที่พี่ทำ ที่พี่คิด ที่พี่พูดกับทงเฮมันเรียกว่า ‘รัก’ ได้หรือเปล่า”
“อืม” ผมใช้มือลูบท้ายทอยอย่างใช้ความคิด ก่อนจะแนะพี่เขาไปว่า
“เพราะว่าพี่อยู่กับพี่ทงเฮมากเกินไป ผมว่าพี่ลองห่างจากพี่ทงเฮสักระยะสิฮะ ผมว่าถ้าพี่ลองห่างสักพักนึง พี่คงจะรู้หัวใจตัวเองแน่นอนฮะ แต่ว่านะ.. พี่ไม่ต้องทำตามที่ผมบอกก็ได้นะครับ”
“ยังงั้นหรอ” ร่างเล็กตรงหน้าผมใช้มือขาว เช็ดน้ำตาอย่างลวกๆ ก่อนจะกล่าวขอบคุณผม.. และจะลองทำตามที่ผมบอก เห็นดังนั้นผมจึงขอตัวลงมาข้างล่าง
“คยูอา~ นายทำยังงี้ได้ไง” ผมลงถึงชั้นล่างได้ไม่กี่ก้าว ไอ้ซิมบ้าก็ปรี่เข้ามาหาผมแทบจะทันที
“ฉันทำอะไร” ผมตอบเขาอย่างเย็นชา ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟาหน้าโทรทัศน์ ก่อนจะกดรีโมตเปิด
“หยุดเลย.. เราต้องคุยกันนะ” ไอ้คุณชายคว้ารีโมตไปจากมือผม ก่อนจะกดสวิตช์ปิดเฉยเลย
“อะไรล่ะ ว่ามาสิ ฉันจะดูทีวี” ผมปรายตาไปมองซีวอนก่อนจะหันไปมองทางอื่น
“ก็~” ไอ้ซิมบ้าลากเสียงยาววว ก่อนจะพูดว่า
“ทำไมนายกับซองมินถึงต้องไปคุยกันในห้องล่ะ คุยกันข้างล่างก็ได้นี่” นั่นไงครับ ผมว่าแล้ว
“ก็พี่ซองมินลากฉันไปเองนี่” ผมตอบมันไปอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะแย่งรีโมตในมือ มาเปิดทีวีดู
“เดี๋ยวก่อน ฉันยังพูดไม่จบ” เอ้ะ ไอ้คุณชายนี่ วุ่นวายจริงๆ ผมจะดูทีวีน่ะเข้าใจไหม
“อะไรอีกล่ะ”
“ก็.. นายคุยอะไรกับซองมินล่ะ ฉันบอกรู้ บอกหน่อยสิ”
“ยุ่งน่า เรื่องของคนอื่นเขายังจะยุ่งอีก” ผมปรายตาไปมองที่ซีวอนอีกรอบ.. แล้วซีวอนจับมือผมมากุมก่อนจะมองตาผม แล้วเอ่ยมาว่า
“แล้วนายบอกฉันไม่ได้หรอ คยู~ เผื่อฉันจะช่วยอะไรได้บ้าง”
“ก็ได้.. คือว่า.......................................” และแล้วผมก็ใจอ่อนกับสายตาอ้อนๆ ของซีวอนอีกแล้ว จะว่าไป.. มันก็(เกือบ)ทุกทีอ่ะแหละ ผมจึงเล่าทุกอย่าง(เท่าที่ผมรู้)ให้ซีวอนฟัง.. เขาพยักหน้าเข้าใจก่อนจะพูดขึ้นมาว่า
“จริงด้วยสินะ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของ ‘คนสองคน’ คนนอกอย่างเรามัน ‘ไม่มีสิทธิ์’ ที่จะมาก้าวก่าย"
“อืม” ผมครางตอบรับซีวอนไปเบาๆ และเข้าใจในสิ่งที่ซีวอนพูด เพราะผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน ก่อนจะหันไปสนใจรายการ TV สุดโปรดตรงหน้าต่อ
“คยู ฉันว่า เรามาสนใจเรื่องของดีกว่านะ ฉันไม่สนแล้วล่ะ เรื่องของซองมินน่ะ” ผมค่อยๆ หันหน้าไปทางไอ้คุณชายตั้งแต่มันเรียกชื่อผม ก่อนจะเห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก นั่นไงครับ ผมว่าแล้ว.. ว่ามันต้องวกกลับมาเรื่องนี้จนได้.. สิน่า.. ให้ตายเหอะ
“นายน่ะไปไกลๆ เลย ฉันจะดูทีวี รายการนี้ฉันอุตส่าห์ดูมาทุกอาทิตย์ และอาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์สุดท้ายที่ฉันจะพลาดไม่ได้เป็นอันเด็ดขาด เพราะฉะนั้น.. นายช่วยไปไกลๆ หรือไม่ก็อยู่เงียบๆ ไปเลย เข้าใจไหม” ผมหันไปไล่ไอ้คุณชาย แต่พอเห็นหน้ามันแล้ว.. จึงพูดประโยคสุดท้ายเสียงอ่อยๆ เฮ้อ~ สุดท้ายก็ใจอ่อนจนได้สิน่า..
“โอเค เดี๋ยวฉันจะอยู่นิ่งๆ เงียบๆ นะ งั้นเอางี้ฉันนอนตักนายละกันนะ” ว่าแล้วไอ้คุณชายก็ถือช่วงที่ผมกำลังจะอ้าปากปฏิเสธ นอนบนตักของผมเฉยเลย..
“เฮ้อ~ นายนี่นะ” ผมส่ายหัวให้กับความเอาแต่ใจแบบเด็กๆ ของเขา และก็อดที่จะยิ้มกับใบหน้ายามหลับของเจ้าสิงโตเชื่องๆ ตัวนี้ไม่ได้จริงๆ ก่อนจะเงยหน้าไปสนใจรายการโปรดของผมต่อ
คืนนี้ผมคิดว่า.. ผมคงไม่ได้นอนในห้องเป็นแน่!!
ดูได้จากตอนทานข้าวเย็นกัน เขาก็ไม่สนใจผมเลยสักนิด ไม่แม้แต่จะมองหน้าผม หรือสบตากันเลย ขนาดที่นั่งยังไปนั่งที่ไอ้ไก่อีก ไอ้ไก่นะไอ้ไก่ไปเดทกับไอ้พระเอกนั่นอยู่ได้ทำไมไม่ยอมกลับบ้านฟะเนี่ย ส่วนพี่ฮันคยองที่วันนี้มาทำอาหารให้พวกเราทาน จึงต้องมานั่งที่ของเขา โอยแย่ชะมัดเลย.. ผมจะเป็นโรคประสาทไหมครับเนี่ย..
พอทานข้าวเสร็จ ผมเดินเอาจานไปเก็บแล้วก็เดินออกไปดู TV
จู่พี่ฮันก็มานั่งที่โซฟาข้างๆ ผม แต่ผมก็ไม่สนใจหรอก ผมเอาแต่จ้องทีวีเอาเป็นเอาตาย
“เป็นอะไรไปน่ะเรา หืม?” ผมสัมผัสได้ถึงสัมผัสอุ่นที่ได้รับจากพี่ฮัน พี่ฮันกำลังลูบหัวของผม เขายิ้มบางให้ผมก่อนจะพูดต่อ
“เรากับซองมินน่ะ ทะเลาะกันเหรอ มีอะไรบอกพี่ได้นะ” รอยยิ้มบางๆ สร้างความรู้สึกอบอุ่นในใจผมอย่างบอกไม่ถูก จนผมไม่อาจจะปฏิเสธความหวังดีที่เขามีให้ผม
“ก็ไม่เชิงฮะ แต่ตอนนี้ผมว่า ผมคงถูกเขาเกลียดแล้วละมั้งฮะ” ผมเลี่ยงไม่อยากจะบอกพี่เขาตรงๆ เพราะไม่อยากให้พี่ฮันหรือใครๆ ต้องมาคิดมากเพื่อผม
“หืม? ยังงั้นหรอ ทำไมละ บอกพี่มาเถอะ รับรองพี่ไม่บอกใครแน่นอน” ดูเหมือนว่าพี่เขาคงจะรู้ว่า ผมไม่ต้องการให้ใครได้รับรู้เรื่องนี้สินะ
“เรื่องมันก็ขึ้นเพราะว่า ผมเผลอตัวไปบอกรักเขาน่ะฮะ พี่ก็รู้ใช่ไหมฮะ ว่าซองมินไม่ชอบผู้ชายด้วยกัน” ผมก้มหน้าลงพูด จึงไม่ได้เห็นแววตาของพี่เขาที่.. เศร้า ไม่แพ้ผม
“งะ.. งั้นหรอ ถึงว่าล่ะ ซองมินถึงไม่ยอมกินข้าวผัดของพี่เลย” ดูเหมือนว่า น้ำเสียงของพี่เขาจะดูเศร้าๆ สงสัยคงจะสงสารผมละมั้งครับ
“พี่ฮันฮะ ขอบคุณมากนะฮะ” ผมเงยหน้าขึ้นมาพูดขอบคุณพี่เขาที่มักจะอยู่ข้างๆ ผมเสมอ เวลาที่ผมไม่สบายใจ.. ในครั้งนี้ก็เหมือนกัน พี่เขาก็ยังคงอยู่ข้างๆ ผมเหมือนเคย
“ขอบคุณอะไรเล่าเจ้าปลาน้อย เอาล่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว พี่คงต้องรีบกลับแล้วละ เดี๋ยวฮีชอลจะไม่ให้พี่เข้าหอ” พี่ฮันขยี้หัวผมเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้น ผมจึงลุกขึ้นและเดินส่งไปพี่ฮัน
“ทงเฮ นายน่ะ อย่าคิดมากนะ อย่าลืมว่าพี่จะอยู่ข้างๆ นายเสมอนะ พี่ไปล่ะ มีอะไรโทรหาพี่นะ” ร่างสูงพูดแล้วก็ลูบหัวเล็ก ก่อนจะโบกมือ แล้วเปิดประตูเดินออกไป
ผมกลับมานั่งที่โซฟาเหมือนเดิม
รู้สึกดี.. กับความอบอุ่นที่ร่างสูงมอบให้
เพียงแค่รอยยิ้ม การสัมผัสเบาๆ จากเขา ก็ทำให้รู้สึกอบอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก
ขณะที่นั่งเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆ ก็นึกอะไรขึ้นมาได้จึงเดินไปอุ่นนมที่ห้องครัว..
ด้วยความเคยชินผมจึงอุ่นนม 2 แก้ว ซึ่งปกติจะเป็นหน้าที่ผมที่จะต้องอุ่นนมให้ตัวเองกับซองมินกินกันคนละแก้วก่อนนอน
ในเมื่ออุ่นมาแล้ว จึงถือมันมาทั้งสองแก้วเลย ก่อนจะเดินไปหยิบกระดาษแผ่นเล็กมาเขียนโน้ตไว้ แล้วก็เดินขึ้นมาที่ห้องนอนของเราสองคน..
ผมตัดสินใจอยู่นานก่อนจะเคาะประตูห้อง 2-3 ที แล้ววางทั้งแก้วนมและโน้ตไว้ข้างๆ ประตู และเดินลงมาที่ห้องนั่งเล่นเหมือนเดิม ก่อนจะดื่มนมไปพลาง ดู TV ไปพลาง.. พลางปล่อยใจให้สบาย พยายามไม่คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนจะผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว
มื้อค่ำนี้..
ผมลองทำตามที่คยูฮยอนแนะนำ คือ ลองพยายาม ‘อยู่ห่างๆ’ จากเขา
และด้วยว่าฮยอกแจไม่อยู่ ผมจึงไปนั่งที่ฮยอกแจแทน พยายามอยู่ห่างๆ จากเขา พยายามไม่มองหน้าเขา ไม่สบตาเขา ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจเขา..
มื้อนี้เป็นฝีมือการทำอาหารของพี่ฮันคยองที่วันนี้แวะมาเที่ยวอพาร์ทเม้นท์ของพวกเรา
ทั้งๆ ที่ผมบ่นอยากจะทานข้าวผัดปักกิ่งของพี่ฮันคยองทุกวัน แต่พอมาวันนี้ ผมกลับรู้สึกว่าข้าวมันฝืดคอชอบกล
ทั้งๆ ที่ผมอยากจะกิน แต่พอเขาทำมาให้กิน กลับกินไม่ลง ผมพยายามตักข้าวใส่ปาก พยายามฝืนทานให้ได้มากที่สุด แต่กินไปเท่าไร มันก็ไม่พร่องไปจากจานเลยสักนิด จนพี่ฮันคยองที่สังเกตได้ จึงเอ่ยปากถาม
“ซองมินเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมวันนี้ทานข้าวผัดของพี่น้อยจัง หรือว่ามันไม่อร่อยน่ะหืม?” พี่ฮันถามผมเสียงนุ่ม ก่อนจะใช้ช้อนตักข้าวในจานผมใส่ปากตัวเอง ก่อนจะเคี้ยวข้าวเร็วๆ
“ก็อร่อยดีนี่นา.. เอ๋? แล้วทำไม.. กระต่ายอ้วนกินน้อยจังเลยหว่า” พี่ฮันบ่นออกมาเสียไม่ได้ ที่ผมทานอาหารฝีมือของพี่เขาน้อยกว่าปกติ ก่อนจะขยี้หัวเบาๆ ผม แล้วหันไปคุยกับพวกเหล่าลิงๆ ต่อ
ผมถอนหายใจหนักๆ อีกที ก่อนจะตักข้าวเข้าปาก 2-3 คำ แล้วเดินเอาจานไปเก็บ แล้วเลยขึ้นไปที่ห้องนอน
ผมทิ้งตัวแรงๆ ลงที่เตียงของเขา ก่อนจะถอนใจหายใจอีกที แล้วนอนคว่ำบนเตียงเขา..
ผมเพิ่งรู้นะครับ.. ว่ามันรู้สึกแย่และอึดอัดมากกับการที่ต้องอยู่ห่างจากเขา
นี่คงไม่ใช่ความรักใช่ไหม? ที่เวลาเราอยู่ห่างเขาถึงได้รู้สึกแปลกๆ
ผมว่า.. มันคงจะเป็นความรู้สึกของคน ‘ขาดเพื่อน’ ละมั้ง..
ร่างเล็กสะบัดหัวไล่ความคิดพวกนี้ก่อนจะใช้มือขาวล้วงไปในกระเป๋ากางเกงเอา ipod มาเสียบเข้าที่หูทั้งสองข้าง แล้วปล่อยใจให้ลอยไปกับเสียงเพลง ก่อนจะผล็อยหลับไปในที่สุด
## Knock Knock ##
นานเท่าไรไม่รู้ที่ผมเผลอหลับไป มาสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกทีก็ได้ยินเสียงเคาะประตูเบาๆ ผมตัดสินใจอยู่นานกว่าจะเดินไปเปิดประตู
พอเปิดประตูออกมาก็เจอแต่ความว่างเปล่า.. ผมพยายามมองซ้าย มองขวาดูว่าใครเป็นคนเคาะประตู แต่ดูท่าจะไร้วี่แวว
ผมส่ายหัวให้กับความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะเดินออกมานอกห้องเพื่อจะลงไปหานมอุ่นๆ มาทานดังเช่นทุกวัน
แต่พอเดินออกมาได้ 2-3 ก้าว ผมก็เห็นแก้วนมสีชมพูใบโปรดของผมวางไว้ข้างๆ ประตูห้อง ผมจึงก้มลงไปหยิบ แต่ก็ต้องแปลกใจที่มีกระดาษแผ่นเล็กๆ วางไว้ด้วย ผมจึงหยิบทั้งแก้ว และโน้ตกลับเข้าไปในห้องนอน
To.. Sungmin
ขอโทษนะ ฉันรู้ว่าซองมินคงจะเกลียดฉันแล้วก็ได้ แต่ฉันขอร้องละ ถึงจะโกรธจะเกลียดฉันยังไง แต่ซองมินต้องดื่มนมนะ
ปล. อย่าลืมดื่มให้หมดแก้วนะครับ ฝันดีครับ^^
Donghae
ผมอดไม่ได้ที่จะอมยิ้มกับข้อความในกระดาษโน้ตที่ทงเฮเขียนให้ผม แต่ก็ต้องหุบยิ้มลง เมื่อนึกได้ว่า ผมกำลังโกรธ? มันก็ไม่ใช่ จะเกลียด? มันก็ไม่ใช่อีก ผมว่ามันคงจะเป็นความรู้สึกสับสนกระมัง จากนั้นผมบรรจงพับกระดาษ แล้วสอดไว้ใต้หมอน ก่อนจะหยิบแก้วนมสีชมพูที่เขาเคยซื้อให้ผมมาดื่มจนหมดแก้ว ก่อนจะเดินไปหยิบชุดนอนและผ้าเช็ดตัวลงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำที่อยู่ชั้นล่าง
ผมเคยบอกไหมครับ.. ว่าถ้าจะไปห้องน้ำจะต้องผ่านห้องนั่งเล่นน่ะ
ครับ.. เมื่อผมเดินเข้ามาในห้องนี้ ผมก็เจอร่างแสนคุ้นเคยนอนหลับในท่ากึ่งนั่งกึ่งนอนบนโซฟา จนผมอดที่จะใจอ่อนไม่ได้ ต้องเดินขึ้นไปที่ห้องเพื่อหยิบผ้าห่มลงมา และจัดท่านอนให้เรียบร้อย ก่อนจะห่มผ้าห่มให้เขา
ขณะที่ผมกำลังจะเดินออกจากห้องนี้ไปยังห้องน้ำ ผมก็ได้ยิน..
“ซองมิน ฉันขอโทษนะ แต่.. ที่ฉันทำไปน่ะ ก็เพราะว่า ฉันรักนาย” แค่ได้ยินเขาเรียกชื่อผมก็แทบจะเดินหนีเขา แต่พอมาได้ยินประโยคถัดมา ทำเอาผมที่มั่นใจว่า ตัวเองจะต้องไม่หวั่นไหวกับคำบอกรักของเขา จำต้องหันกลับมาที่เขาเสียอย่างนั้น
“ขอร้องล่ะ อย่าทำเป็นเมินฉันได้มั้ย อย่าทำเย็นชาใส่ฉัน นายรู้มั้ย.. ว่าฉันน่ะ เจ็บ เจ็บมากๆ เลยนะ” ผมตัดสินใจเดินมาหาเขา ผมนั่งลงที่พื้นข้างล่าง ก่อนจะมองเสี้ยวหน้าของคนหลับ ใบหน้าที่หน้าหลงใหลที่ผมไม่เคยจะสังเกต จนผมอดใจไม่ได้ที่จะยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของคนตรงหน้าอย่างลืมตัว จนผมมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เขาสะดุ้งตื่น ทำเอาผมแทบจะชักมือกลับมาไม่ทัน
“ดะ.. เดี๋ยวสิ” เมื่อเขาตื่นแล้ว ผมจึงลุกขึ้นจะเดินไปอาบน้ำเสียที แต่ไวเท่าความคิดเขาคว้าข้อมือผมไว้ก่อนที่ผมจะลุกขึ้น ผมจำต้องหันหน้ากลับไปหาเขา เขาที่ใบหน้าฉาบไปด้วยความเศร้า ผมยอมรับว่าตกใจพอสมควรที่จู่ๆ ก็เขาก็ตื่นขึ้นมา แล้วเรียกผมไว้ ผมพยายามทำหน้าให้ปกติที่สุด ก่อนจะตอบไปว่า
“มีอะไรเหรอ ทงเฮ” เขาเลิกผ้าห่มออกจากตัว ก่อนจะยันตัวให้อยู่ในท่านั่ง แล้วดึงผมขึ้นมานั่งที่โซฟาด้วย ในตอนนี้ยอมรับว่าทำอะไรไม่ถูกเลย จะให้สู้หน้าเขาผมก็ไม่ไหว แต่จะให้ทำไงละ ก็อยากจะเดินหนีอยู่หรอก แต่มันไม่มีแรงที่จะต้านเขาเลย
“ซองมิน คือฉันขอโทษนะ” เขาคว้ามือของผมไปกุม แล้วเอ่ยคำพูดนี้ขึ้นมา
“........” ผมยังคงเงียบ ทำอะไรไม่ถูก
“ซองมิน ฉันขอโทษนะ ฉันขอโทษที่พูดอย่างนั้นกับนายไป”
“ทั้งๆ ที่ฉันก็รู้ รู้ทั้งรู้ว่านายไม่ชอบผู้ชายเดียวกัน แต่ฉันก็ยังพูดแบบนี้กับนาย แล้วยังเอ่อ.. จูบนายอีก” เขาพูดออกมาด้วยใบหน้าที่สำนึกผิด ก่อนจะก้มหน้าลง
“ขอโทษที่ฉันทำให้นายร้องไห้ ขอโทษที่ทำให้นายไม่ลำบากใจ ขอโทษนะ” เขาเอาแต่พร่ำขอโทษผมซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ผมจึงใช้มือแตะหลังมือเขาเบาๆ จนเขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาผม แล้วพูดต่อไปว่า
“ฉันขอโทษนะ แต่ที่ฉันทำไปน่ะ.. ก็เพราะว่าฉันรักนายนะ”
“ฉันขอโทษนะ แต่ที่ฉันทำไปน่ะ.. ก็เพราะว่าฉันรักนายนะ” ผมกลั้นใจ ก่อนจะพูดคำๆ นี้ออกไป คำพูดที่ผมอยากจะบอกเขา อยากจะบอก.. ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ชอบก็ตาม
“เอ่อ.. ทงเฮ นาย..” เขาดูจะทำอะไรไม่ถูก พูดอึกๆ อักๆ
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันเข้าใจ ฉันสัญญา.. ว่าต่อจากนี้ไป ฉันจะไม่พูดยังงี้ ขอแค่วันนี้ วันนี้วันเดียว ให้ฉันได้บอกรักนาย ให้ฉันบอกรักนายจนกว่าจะถึงพรุ่งนี้ แล้วต่อไปนี้ฉันไม่พูดเรื่องนี้อีก เราจะกับมาเป็นเพื่อนกันอย่างเดิมนะ” ผมปล่อยมือข้างที่จับมือเขาไว้ออก ก่อนจะพูดประโยคนี้ออกไป
“นะ..นาย หมายความว่ายังไง ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ” ดูท่าคนดีของผม เขาคงจะตกใจกับสิ่งที่ผมพูดไป แต่ขอเถอะครับ แค่วันนี้วันเดียวขอให้ผมได้บอกรักเขา จนกว่า... ผมจะไม่มีสิทธิ์ได้บอกเขาอีก
“ได้โปรดเถอะ ฉันขอแค่นี้ ขอแค่ได้บอกรักนาย จนกว่าจะหมดวันนี้ แล้วพรุ่งนี้เราจะกลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมนะ ฉันสัญญา ฉันจะไม่ขออะไรนายอีกแล้วนะ” มือทั้งสองข้างของผมรวบมือเล็กมากุมไว้ แล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตาหวาน ที่ตอนนี้ฉายแววสับสนระคน
“เอ่อ.. อื้อ” เจ้าของเสียงหวานก้มหน้าลง แล้วตอบตกลง ถึงแม้ว่าจะเสียงจะเบาบาง แต่สำหรับผมมันดังมากๆ ทำเอาหัวใจของผมเต้นโครมครามเลย
“ขอบใจนะ ฉันรักนายจัง” ว่าแล้วผมก็กอดร่างตรงหน้าด้วยความลืมตัว ทำเอาคนถูกกอดหน้าแดงไปถึงหูเลย “นายปล่อยฉันก่อนได้ไหม” เขาว่าเสียงเบา ก่อนจะผลักอกผมออก
“ครับ” ผมตอบรับก่อนจะคลายอ้อมกอดออกจากเขา จากนั้นเขาก็เอาแต่ก้มหน้าลงเพื่อซ่อนใบหน้าที่ขึ้นสีแดงระเรื่อ
“ซองมิน” “หืม?” เขาตอบรับเบาๆ “ฉันรักนายนะ” ผมพูดคำๆ นี้ไปอีกแล้ว ยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่า หัวใจของตัวเองยิ่งพองโตขึ้นเรื่อยๆ แฮะ
“….”
“ฉันรักนายนะซองมิน” ถือแม้ว่า เขาจะไม่ตอบรับ แต่ผมก็ยังจะพูดคำๆ นี้ต่อไป ต่อๆ ไปเรื่อย จนถึงเวลาเกือบเที่ยงคืน ผมลุกขึ้นยืน ก่อนที่เขาลุกขึ้นตาม ผมอยากจะเห็นแก่ตัว ขอหยุดเวลาไว้ที่นี่ ตรงนี้ เวลานี้จะได้ไหม ให้ผมได้มองใบหน้าหวานตรงหน้า สบตาคู่สวยคู่นี้ แล้วเอ่ยคำว่า
“Sungmin , I Love You” ตลอดไป.. แต่คง.. จะไม่ได้ละสินะ นาฬิกาที่ผนังบอกเวลาเที่ยงคืน.. หมดเวลาแล้วสินะ
“ทงเฮขอบใจนะ” แปลก.. ทั้งที่ทุกๆ ครั้ง ที่ผมบอกรัก เขาจะเอาแต่ก้มหน้ารับฟังผมเงียบๆ
“ขอบใจฉันทำไม ฉันตะหากที่จะต้องขอบใจนายนะ” ร่างเล็กส่ายหน้าเบาๆ กลุ่มผมนุ่มสีทองสะบัดไปมาเบาๆ
“ฉันขอบใจนายนะ สำหรับความรู้สึกที่นายมีให้ฉันน่ะ ถึงแม้ว่าฉัน.. จะไม่ได้ตอบแทนความรู้สึกดีๆ ที่นายมีให้ฉันเลย”
“งั้นฉันก็ต้องขอบคุณนายมากๆ เหมือนกัน ที่ทนรับฟังคำบอกรักของฉัน” คำบอกรักที่เอ่ยแล้วเอ่ยอีก อาจจะดูพร่ำเพรื่อ แต่ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่อยากจะบอกมาตลอด
“อื้อๆ ก็เราเป็นเพื่อนกันนี่” ร่างเล็กว่าแล้ว ก็เดินหน้ามาอีกก้าวนึง ก่อนจะอ้าแขนเล็กทั้งสองโอบกอดผมไว้ ความอบอุ่นจากร่างเล็ก ทำเอาผมรู้สึกอบอุ่นในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก อยากจะกอดตอบแต่ก็ไม่กล้า
“นั่นสินะ.. งั้นคืนนี้ฝันดีนะ” ผมรู้ว่าเราไม่ควรที่จะอยู่อย่างนี้ต่อไป ผมรู้ตัวเองดี และสัญญากับเขาไปแล้วว่า ต่อไปเราจะกลับมาเป็น ‘เพื่อน’ กันเหมือนเดิม ผมแกะมือขาวทั้งสองออกก่อนจะยิ้มบางๆ ให้เขา แล้วเดินกลับขึ้นไปที่ห้อง
นี่แหละครับ..
ความรักของผม..
ไม่จำเป็นต้องครอบครอง..
ขอเพียงแค่... ได้ ‘อยู่ใกล้ๆ เขา’ เท่านี้
ก็เพียงพอแล้วครับ...
End OR To Be Continued . . .



#1 By kawa ^O^ love นะ on 2007-12-14 18:54